[Title]…..Dark…StaR…
[Category]…LonGFic...
[Actors]…AkaNishi…Jin…x…KamEnaShi…KaZuyA…&…Etc…
[Author]…Aka…mE
[Chapter]…04…
*****
-ไม่......พวกเจ้าจะทำสิ่งใด.....อย่า!!- เสียงของใครสักคนดังขึ้นอย่างชัดเจนในจิตใต้สำนึกของคาเมะ.......ภาพเหตุการณ์ดำเนินมาถึงการต่อสู้ของชายหนุ่มที่ปกป้องหญิงสาวรูปงามที่อุ้มเด็กน้อยวัยประมาณห้าขวบไว้แนบอกให้พ้นจากชายอีกกลุ่มหนึ่งที่พยายามจะเข้ามาแย่งชิงเด็กน้อยผู้นั้น......ภาพเดิมๆเกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมายามที่หลับตา......ทุกๆครั้งที่หลับใหล.....ภาพเหล่านี้จะปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด
-พวกเจ้า......คิดจะทำสิ่งใด......ข้าไม่ยอมรับอย่างแน่นอน- เสียงของชายคนเดิมที่ไม่ว่าจะปรากฏเข้ามาในฝันสักกี่ครั้งก็มิอาจสามารถมองเห็นใบหน้าได้ชัดเจนนอกจากเสียงที่ดังก้องได้ดังขึ้นอีกครั้ง......แล้วหญิงสาวผู้นั้นก็กอดเด็กน้อยแน่น...สายตาของหญิงสาวเด็ดเดี่ยวและใบหน้ายังคงนิ่งเฉยเหมือนไม่ได้ประสบกับเหตุการณ์เลวร้าย......ทั้งๆที่ภาพนั้นดูตึงเครียดและหดหู่
".......ท่านแม่....."เสียงของคาเมะดังขึ้นท่ามกลางห้องมืดมิด........เพราะใบหน้าของหญิงสาวในฝันคือใบหน้าของผู้เป็นแม่.....และเด็กที่อยู่ในอ้อมกอดคือตัวของเขาเอง......ชายหนุ่มทั้งห้าต่างยื้อแย่งเด็กน้อยอย่างรุนแรง.....รวมทั้งกีดกันหญิงสาวและชายหนุ่มรูปงามให้ออกห่าง......จนเมื่อเด็กผู้นั้นอยู่ในอ้อมกอดของกลุ่มชายหนุ่มเหล่านั้น
"ไม่!!!............"เสียงของคาเมะดังขึ้นอีกครั้งด้วยความตกใจจากเหตุการณ์ในฝัน..........ดาบเล่มยาวมันวับถูกชูขึ้นสูงอยู่ตรงหน้าชายหนุ่มที่ถูกจับตัวไว้จากการจับแขนทั้งสองข้างแน่น......และดาบยาวแหลมนั้นก็ถูกส่งเข้าไปยังอกด้านซ้ายตรงกับหัวใจของชายหนุ่ม.....แต่ถึงแม้ดาบนั้นจะฝังลึกเข้าไปเพียงใดก็ไม่สามารถมองเห็นเลือดได้แม้สักนิด.......เพราะไม่มีเลือดเพียงสักหยดรินไหลออกมา
-.........ทาคุยะ!!!- หญิงสาวเปล่งเสียงเรียกอย่างตื่นตระหนกเมื่อเห็นชายผู้นั้นล้มลงนอนนิ่ง....แต่เมื่อหญิงสาวจะเดินเข้าไปหาร่างนิ่งสงบนั้นก็ต้องถูกจับแขนทั้งสองข้างไว้....แล้วดาบเล่มนั้นก็ถูกชูขึ้นสูงเช่นเดิม
"ท่านแม่!!!!!"ฉึก!.....น้ำตาใสๆไหลลงจากหางตาเรียวอย่างไม่รู้ตัว....เมื่อภาพที่เห็นคือผู้เป็นแม่ล้มลงไปพร้อมเลือดแดงฉานที่ไหลรินไม่หยุด....ดาบเล่มยาวถูกดึงออกจากร่างกายสวยงามที่อาบไปด้วยเลือดอุ่นร้อน.......ร่างของผู้เป็นแม่นอนนิ่งไม่ไหวติงแม้เพียงนิด
-เหตุใดจึงไม่สลายไปเล่า-เสียงในจิตใต้สำนึกของร่างบางยังดังขึ้นมาอีกครั้ง......นั่นเป็นเสียงของชายสูงอายุผู้หนึ่งที่ยืนมองเหตุการณ์ต่างๆอยู่ไม่ห่าง...และเมื่อร่างทั้งสองร่างนอนนิ่งลงไปกลุ่มชายหนุ่มเหล่านั้นก็อุ้มเด็กน้อยไปยืนอยู่ด้านหลังชายสูงวัยผู้นั้น......ตามหลักของการสิ้นสูญของแวมไพร์แล้วจะต้องสูญสลายไปกับอากาศ......และเหลือเพียงกริดไว้เท่านั้น......แต่เหตุใดร่างนี้จึงไม่สูญสลายเป็นเพียงฝุ่นละออง...แต่กลับยังคงร่างที่ครบทุกสัดส่วนเยี่ยงนี้.....แล้วกริดอันแสนสำคัญของเชื้อสายแวมไพร์โดยแท้จะเอามาได้อย่างไร
-คิมูระห่างหายจากเลือดไปนานยิ่งนักและจิตใจก็ปรับสภาพเยี่ยงมนุษย์ไปทุกที- ชายสูงวัยอีกคนเอ่ยขึ้นไม่ห่าง.......เมื่อไม่มีโลหิตไปชโลมแก่ร่างกายก็ไม่อาจทำให้จิตใจมั่นคงต่อแวมไพร์....และนั่นมิอาจทำให้กริดคงสภาพเดิมได้....เมื่อไร้วิญญาณ...จิตใจและร่างกายจึงไม่กลับกลายเป็นกริดอันทรงเกียรติ์
-แต่เราต้องเก็บกริดนั้นไว้- เพราะเป็นสิ่งที่มีค่า......สำหรับเชื้อสายโดยตรงแล้ว....ไม่ว่าจะทรยศหรือร้ายกาจเพียงใด....ก็ต้องเก็บรักษากริดนั้นไว้อย่างดี.....ถึงจะหักหลังเผ่าพันธุ์ด้วยการรักกับมนุษย์จนมีเชื้อสายของแวมไพร์เกิดขึ้นมา.....แม้จะเป็นเพียงครึ่งเดียว....แต่ก็เป็นเชื้อสายที่สำคัญ
-กรุณาปล่อยท่านอาของข้าเสียเถิด- เสียงของชายหนุ่มรูปงามดังขึ้นจากด้านหลัง.......เสียงนั้นทำให้กลุ่มชายหนุ่มและเหล่าผู้สูงวัยถึงกับชะงักและตกตะลึง....พร้อมกันนั้นก็เอ่ยนามของผู้เข้ามาใหม่ด้วยน้ำเสียงที่เกรงกลัว
-......ทากิซาว่า!!-
"แฮ่กๆๆๆ............."ลมหายใจของร่างบางดังขึ้นอย่างเด่นชัดภายในความมืดมิด......เหนื่อยหอบและอ่อนล้า......ทุกครั้งที่ฝันถึงเหตุการณ์เหล่านี้.....ไม่มีเลยที่จะหยุดภาพพวกนั้นได้ด้วยตนเอง....ไม่สามารถที่จะตื่นขึ้นมาได้......จนภาพเหตุการณ์ต่างๆมาสิ้นสุดที่จุดนี้......ทากิซาว่า.....ทุกๆครั้งที่ภาพจะหยุดเพียงเท่านี้.......ไม่สามารถมองเห็นใบหน้าได้....มีเพียงแค่เสียงที่กล่าวนามนั้น.........น้ำเสียงที่น่าเกรงกลัว.......ทากิซาว่า.......แล้วเหตุใดท่านแม่และตัวข้าจึงเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้น......แล้วผู้ใดคือทาคุยะ.......คำถามเหล่านี้ปรากฏขึ้นตลอดเวลาที่เห็นความฝัน.......แต่ไม่มีสักครั้งที่จะพบคำตอบ
"จะต้องทำอย่างไรเล่า"ภายใต้ผ้าห่มอุ่นหนา....เข่าบางก็ยกชันขึ้นเพื่อปิดบังใบหน้าหวานที่แปดเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำอุ่นร้อน....มือบางยกขึ้นกอดเข่าอย่างเคยชิน......เบื่อหน่ายยิ่งนักกับการที่ต้องได้เห็นภาพเหล่านี้.....ไม่เคยจางหายและหมดไป.....มีแต่จะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ......แล้วจะให้ทำเยี่ยงไรถึงจะทำให้ภาพพวกนั้นหลุดหายไปจากจิตใจ.......ไม่เคยต้องการฝันถึง.....ไม่เคยต้องการแม้สักครั้ง.....หากต้องได้เห็นเหตุการณ์เลวร้ายทุกคืน........ก็ขออย่าให้ตัวข้าได้หลับใหลอีกเลย
*****
-ไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก- เสียงจากเครื่องตอบรับดังครั้งที่สิบได้หลังจากที่ยูอิจิกดไปยังเบอร์ที่คุ้นเคยหลังจากที่ได้เห็นข้อความที่วางไว้บนโต๊ะทำงานภายในห้องของเจ้าลูกพี่ลูกน้องตัวแสบ...ในข้อความมีเนื้อหาประมาณว่าจะออกไปข้างนอก....ไม่ต้องคิดจะโทร.ตาม.......แล้วก็เป็นอย่างที่เขียนไว้....ไม่ต้องคิดจะตามตัวให้เหนื่อย....เพราะเจ้าของเครื่องปิดเครื่องหนีเพื่อไม่ให้ใครตามตัวได้
"หายดีก็ออกไปซนอีกจนได้"เมื่อกดวางหูและล้มเลิกการติดต่อกับอีกคนก็ได้แต่ยืนมองโทรศัพท์ในมือแน่น.....ภายในจิตใจยังคงนึกถึงคำพูดของน้องชายตัวดีว่าอีกไม่นานจะได้ดื่มด่ำกับโลหิตแดงฉาน.....หากเป็นเช่นนั้นจริงเหตุใดตัวเขาจึงไม่เห็นรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย.....จะหายไปได้อย่างไรในเมื่อต้องมีผู้นำมาวางไว้ภายในห้องของเขาอย่างเคยชิน..........อ่า........นั่นสินะ.......ผู้ที่นำมาอย่างเคยชินปังๆๆ..........ปังๆๆ
"ฮิโรกิ.......ฮิโรกิ...."เสียงเรียกชื่อเจ้าของห้องดังขึ้นเมื่อเจ้าของเสียงนึกขึ้นได้ถึงผู้ที่จะนำเอกสารทุกอย่างมาให้ตัวเขาที่โต๊ะทำงาน.....แต่เหตุใดจึงไม่พบแม้สักเล่ม.....หากจะโกรธแล้วมาพาลใส่เรื่องงานนี้ก็ถือว่าเด็กเหลือเกิน......ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิดใจ.....หากไม่ได้ถามไถ่ต้องจุกอกอย่างแน่นอน.....หรือนี่จะเป็นเพราะตัวเขาเองที่หนีมาตลอด...จึงทำให้อีกคนหนีจากไปบ้าง
"ฮิโรกิ.....อยู่หรือไม่......ข้าต้องการพบ......ฮิโ........"
"มีเหตุใดหรือยูอิจิ....ท่านถึงได้มาเคาะประตูโหวกเหวกเช่นนี้"แล้วประตูห้องของผู้ที่ยูอิจิต้องการพบก็ถูกเปิดออก แต่ไม่ใช่เพราะเจ้าของห้อง...แต่กลับเป็นอีกคนที่ทำให้จิตใจของผู้เคาะประตูหวั่นไหวได้อย่างยิ่ง
"ข้าต้องการพบฮิโรกิ....แล้วเจ้ามาอยู่ในห้องนี้ได้อย่างไรล่ะยามะ"ไม่บ่อยนักหรอกที่จะได้มาพูดคุยกันเยี่ยงนี้....ยูอิจิต้องกัดกรามหนักเพียงใดเพื่อไม่ให้เสียงที่เอ่ยออกไปสั่นไหวไปตามความรู้สึกในตอนนี้..........อยากจะกอดแล้วรั้งไว้.......อยากจะเอ่ยให้ได้รับรู้อย่างมากมายว่ารักมากเพียงใด......แต่นั่นก็ทำได้เพียงนึกภายในจิตใจเท่านั้น...........และถึงแม้ว่าร่างบางตรงหน้าจะรับรู้ถึงความรู้สึกของตัวเขาว่ารู้สึกเช่นใด......นั่นก็ไม่มีประโยชน์แม้เพียงนิด
"ข้าก็มาปลอบประโลมฮิโรกิอย่างทุกครั้ง.....และก็ต้องขอโทษด้วยที่ตอนนี้ฮิโรกิออกมาพบท่านไม่ได้"ยามะพีเอ่ยอย่างแข็งกระด้างตามความรู้สึกในตอนนี้.....ความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ผู้ใดบ้างที่จะไม่รู้.....ฮิโรกิต้องมาเจ็บปวดเพียงใดกับคนใจร้ายผู้นี้....ตัวเขาเองที่รับรู้มันมาตลอด.....ทำให้ผู้อื่นเจ็บช้ำอยู่ซ้ำๆ......แล้วเหตุใดคนอย่างเขาจะต้องไปรับรู้ถึงความรู้สึกที่เรียกว่ารักจากคนผู้นี้กัน.....เพราะดีแต่ทำร้ายจิตใจผู้อื่นที่รักตนเองอย่างมากมาย......แล้วอย่างนี้จะมารักในตัวเขาได้อย่างไร
"ข้ามีเหตุต้องคุยกับฮิโรกิ......เรียกออกมาให้ที"ถึงแม้ว่าจะรับรู้ว่าร่างบางนั้นออกมาพบไม่ได้แต่ก็ไม่วายที่จะขอร้องให้ออกมาพูดคุยกัน
"หากเป็นเหตุไม่จำเป็นข้าก็ต้องขอโทษด้วยที่คงเรียกตัวมาให้ไม่ได้.......ขอตัว"แล้วยามะพีก็ปิดประตูใส่หน้ายูอิจิดังปังใหญ่.....หากร่างสูงยืนใกล้ประตูกว่านี้แม้สักนิด จมูกโด่งรั้นนั้นคงจะได้พังเป็นแน่
"เฮ้.......เจ้า........อะไรกัน.....ข้ายัง............โธ่เอ๊ยยย........."ยังไม่ทันที่จะได้เอ่ยสิ่งใดก็ดันหนีไปเสียอย่างนั้น....นี่คงจะเป็นอีกครั้งที่การพูดคุยของเขาและยามะช่างแสนสั้นยิ่งนัก.....และจะมีสักครั้งกันไหมที่จะเอื้อนเอ่ยอย่างอ่อนโยน.....คงจะไม่มีทางสินะ....เพราะผู้ที่จะได้รับความอ่อนหวานนั้นมีเพียงผู้เดียว.....เจ้าคนที่ปิดเครื่องหนีเขาในวันนี้
"แล้วนี่ข้าจะหาแฟ้มรายงานได้จากไหนกัน"แล้วร่างสูงก็ทำสิ่งใดไม่ได้นอกจากบ่นกับตนเองเพียงผู้เดียว......นี่คงต้องไปหาอ่านจากห้องเจ้าจินเสียแล้ว
*****
ภายใต้ผืนฟ้าที่สดใสแต่หิมะยังคงล่วงหล่นลงมาไม่ได้หยุด.....โปรยปรายลงมาอย่างต่อเนื่องจนทำให้ต้นซากุระที่ไร้ใบถูกปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน......ผืนน้ำที่เคยไหลรินก็จับตัวเป็นน้ำแข็งแผ่นบางที่ทอดยาวสุดสายตา.......รวมไปถึงพื้นถนนที่กลายเป็นลานหิมะขนาดยาว......ช่างเป็นภาพที่สวยงามยิ่งนัก
"ปีนี้หนาวนานยิ่งนัก"ร่างสูงยืนมองหิมะที่ล่วงหล่นลงมาอย่างรื่นรมย์......หนาวเย็นแต่ก็ยังสดใส.....ยิ่งไม่มีเสียงโทรศัพท์ตามตัวอย่างทุกทีแล้วยิ่งทำให้วันนี้สดใสเป็นเท่าตัว......ไม่มีเสียงโวยวายน่ารำคาญ.....ไม่ต้องรีบกลับบ้านตามเวลา......ช่างเป็นวันที่สุขสมยิ่งนัก......แต่จินจะคิดว่าเป็นวันที่ดีที่สุดหากได้พบกับแม่นางผู้นั้น......ผู้ที่สวยเสียจนสะกดตัวเขาได้อย่างไม่มีข้อสงสัยใดๆ.......หากได้พบเจออีกเพียงครั้ง.....วันนี้คงจะเป็นวันที่ดีที่สุดจริงๆ....แต่กับชานเมืองเยี่ยงนี้.....แม่นางผู้นั้นจะมายืนให้ชื่นชมได้อย่างไร......เพราะเป็นชานเมืองที่ไกลจากตัวเมืองยิ่งนัก.....วันนี้เขาหนีออกมาเดินเล่นไกลเป็นพิเศษ.....เพราะเบื่อหน่ายกับปราสาทที่หม่นหมอง....ไม่มีสิ่งใดให้ทำนอกจากฟังเสียงโวกเวกจากลูกพี่ลูกน้อง...นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้จิตใจห่อเหี่ยวยิ่งนัก......เทียบไม่ได้เลยกับการออกมาเดินเล่นรับลมหนาวเย็นภายนอก....บรรยากาศและภาพน่ามองต่างๆอยู่ภายนอกนี้......ไม่ใช่ที่ปราสาทไร้วิญญาณนั่น
"ไร้วิญญาณอย่างนั้นหรือ........."แล้วจู่ๆความคิดก็ไปหยุดตรงคำนี้......ทำให้นึกไปถึงแวมไพร์ตนหนึ่งที่สูงส่งและสูญหาย.......เคยได้ฟังจากยูอิจิเมื่อนานมาแล้วว่ามีแวมไพร์ผู้เป็นเชื้อสายโดยตรงตนหนึ่งเหมือนกับพวกเขาทรยศตระกูลโดยการรักกับมนุษย์หญิงผู้เลอโฉม......แล้วก็ต้องถูกกำจัดด้วยเหล่าแวมไพร์อาวุโส........แต่การที่จะกำจัดนั้นไม่ได้ง่ายดาย...เพราะแวมไพร์ตนนั้นเมื่อโดนทำร้ายอย่างหนักจนหมดลมหายใจก็ไม่ได้กลายสภาพเป็นฝุ่นละอองและไม่ได้หลงเหลือกริดอันทรงค่าไว้.....แต่กลับยังคงสภาพเป็นร่างอันไร้วิญญาณอย่างมนุษย์ที่สิ้นชีวิต......พร้อมกันนั้นหญิงสาวผู้เป็นคนรักของแวมไพร์ผู้นี้ก็หายสาบสูญไป.....นั่นจะไม่น่าตกใจหากหญิงผู้นั้นไม่ได้มีเชื้อสายของแวมไพร์อีกครึ่งหนึ่งติดตัวไปด้วย......เพราะแวมไพร์ที่สาบสูญตนนั้นมีลูกซึ่งเป็นเชื่อสายแวมไพร์และมนุษย์อย่างละครึ่ง......แต่สิ่งที่ทำให้จินเสียใจที่สุดคงจะหนีไม่พ้นการสูญเสียผู้เป็นลุงไปโดยที่ไม่ได้แม้แต่จะร่ำลา.......ตัวเขาและเหล่าแวมไพร์ไม่แม้แต่จะได้เห็นร่างหรือกริดเพียงสักนิด.....เพราะนอกจากจะไม่หลงเหลือกริดไว้แล้ว...ร่างของผู้เป็นลุงก็หายสาบสูญไปเช่นกัน.....และเป็นเวลาสิบกว่าปีแล้วที่ไม่มีผู้ใดค้นพบหรือเจอะเจอร่างของลุงของเขา......เหล่าแวมไพร์ต่างตั้งข้อสงสัยว่าร่างของแวมไพร์ตนนั้นสูญหายไปได้อย่างไร......และเด็กน้อยผู้นั้นอยู่ที่ใด
"หากสิ้นสูญอย่างปกติคงไม่ใช่ลุงทาคุยะ"หึ.......นึกขันยิ่งนัก.....เพราะนิสัยอย่างลุงแล้วไม่มีสิ่งใดที่กระทำแล้วเรียกว่าธรรมดาทั่วไป.....ทุกอย่างต้องน่าสนใจและตื่นเต้น.....แต่ครั้งนี้ดูจะตื่นเต้นเกินไปหรือเปล่าถึงต้องทำให้เหล่าแวมไพร์วุ่นวายตามค้นหาไม่จบสิ้นจนถึงบัดนี้
"วุ่นวายเสียจริง........หืมมม.........."แล้วสายตาคมก็ไปสะดุดเข้ากับร่างงดงามที่ยืนห่างออกไปไม่ไกลภายใต้ต้นซากุระขาวโพลน.....ดูเหมือนว่าวันนี้จะเป็นวันดีที่สุดจริงๆ......เพราะร่างงดงามสะดุดตานั้นช่างคุ้นเคยเสียเหลือเกิน.....ร่างของผู้ที่ทำให้เจ็บตัวทุกครั้งที่พบเจอ.....แต่ไม่มีสักครั้งที่จินจะจดจำถึงความเจ็บปวด.....กลับมีแต่จะจดจำถึงความงดงามที่ไม่ว่าจะดื่มด่ำกับมันสักกี่ครั้งก็ไม่เคยพอใจ.....ไม่เคยเต็มอิ่มแม้สักครั้ง......ร่างสูงค่อยๆก้าวเดินเข้าไปใกล้ร่างนั้นอย่างช้าๆไม่เร่งรีบ.....แต่ภายในจิตใจกลับเร่งเร้าให้ก้าวเข้าไปอย่างรวดเร็ว....แต่ก็กลัวว่าเจ้าของร่างนั้นจะตกใจจนหนีไปเสียก่อน.....แต่คงไม่มีเสียหรอกกับความตกใจและวิ่งหนีไป....เพราะถ้าให้ร่างสูงทาย....ก็คงจะมีแต่ตกใจเพียงเล็กน้อยและตอบโต้กลับด้วยการทำร้ายร่างกายเขาอย่างหนักหน่วงเสียมากกว่า
"ที่นี่สวยจริงไหม"เอ่ยขึ้นเมื่อมายืนอยู่ด้านหลังของร่างบางที่ตอนนี้ละสายตาจากสายน้ำแข็งเบื้องหน้าหันมามองเขาอย่างสงสัย......แค่หันมาเพียงนิดก็หันกลับไปยังจุดเดิม.....ยิ่งทำไม่สนใจตัวเขาก็ยิ่งสนใจ....สถานที่ที่สวยงามแต่ภายในจิตใจร่างสูงนั้นกลับมีสิ่งที่ขัดแย้งกับคำพูดยิ่งนัก.....ที่แห่งนี้สวยอย่างที่พูด.....แต่กับคนตรงหน้านี้แล้วจินรู้สึกได้ถึงความสวยงามกว่าเป็นล้านเท่า....ทั้งท่าทีและการเอื่อนเอ่ย......ทุกกิริยาเต็มไปด้วยแรงดึงดูดที่ไม่อาจละสายตาไปได้........หากการพบกันครั้งนี้เป็นพรหมลิขิตเล่า.......เพราะเป็นชานเมืองที่ห่างไกล.....แต่เหตุใดจึงมาพบกันได้อีกครั้ง.......หากมิใช่พรหมลิขิต.....ก็คงจะเรียกได้ว่า.....บุพเพสินะ
"เจ้าคงจะรังเกียจข้ามากสินะ"เพราะดูจากท่าทีแข็งขืนแล้วก็ไม่มีกิริยาอันใดตอบกลับมา.....ไม่แม้แต่จะเอ่ยคำพูดใดๆหรือทำสิ่งใดนอกจากหันหลังอย่างนิ่งสงบ
"ข้าแค่อยากทำความรู้จักกับเจ้า......ไม่ได้เชียวหรือ"เพราะตัวเขาไม่เคยต้องมาอ้อนวอนใครให้มาสนใจ....แต่กับคนๆนี้แล้วตัวเขาเองกลับเป็นฝ่ายที่อยากจะทำความรู้จักยิ่งนัก.....อยากเข้าใกล้และเข้าใจ
"ข้าไม่เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องทำความรู้จักกัน"นั่นเป็นประโยคแรกในหลายๆประโยคที่ร่างสูงเฝ้าพร่ำเพ้ออยู่ผู้เดียว......ร่างบางตอบกลับมาอย่างไร้เยื่อใยตามที่จินคิดไว้.....แต่กระนั้นตัวเขาก็ไม่อาจหยุดยั้งความตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้พูดคุยกับคนผู้นี้......ร่างบางๆตรงหน้ายังคงมองนิ่งไปยังลำน้ำ....และร่างสูงก็ใช้โอกาสที่คาเมะเอื้อนเอ่ยกับเขาขยับตัวขึ้นไปอยู่ระดับเดียวกับร่างบาง
"อย่างน้อยก็จะทำให้ข้าเอ่ยนามของเจ้าได้โดยที่ไม่ต้องเรียกแต่คำว่า....เจ้า...ยังไงล่ะ"จินสังเกตได้ถึงรอยยิ้มมุมปากบางนั้น....เขาไม่อาจรู้ได้ว่าเป็นรอยยิ้มของการเยาะเย้ยถึงคำพูดเขาหรือเป็นความถูกใจในคำที่ตัวเขาเอ่ย.....แต่ร่างบางข้างๆก็ไม่เอ่ยสิ่งใดออกมาเช่นเคย....ยังคงมองไปยังเบื้องหน้าอย่างสนอกสนใจ
"หากเจ้าจะสนใจข้าอย่างแม่น้ำนั้นบ้างคงจะดีไม่น้อย"เหมือนเป็นคำพูดที่เอ่ยกับตนเองเสียมากกว่า....แต่ร่างบางก็ได้ยินชัดเจนจนทำให้หันมามองใบหน้าร่างสูงอย่างตรงๆ
"วันนี้เจ้าคงจะไม่ทำร้ายข้าหรอกนะ"เมื่อเห็นอีกคนหันมามองเขาตรงๆ จินก็เอ่ยออกไปอย่างคนระแวง เพราะความเจ็บปวดที่ได้รับนั้นยังคงจำได้อย่างแม่นยำ....หากต้องมาโดนอีกครั้งก็คงจะไม่ไหว......แต่ร่างบางตรงหน้าก็มองตัวเขานิ่งราวกับให้ความสนใจอย่างที่ร่างสูงกล่าวไว้......หัวใจของจินตอนนี้แทบจะกระโดดออกมาภายนอก.....เพราะสายตานิ่งเฉยนั้นกลับแฝงไปด้วยความหมายต่างๆมากมาย......นี่เขาโดนกลั่นแกล้งอย่างนั้นหรือ
"ข้าไม่เคยทำร้ายผู้ใดก่อน"อย่างนั้นหรือ......คำถามนี้เกิดขึ้นในจิตใจของจิน....อาจจะเป็นอย่างนั้น......เพราะทุกครั้งที่ได้พบเจอก็มีแต่ตัวข้าที่ล่วงเกินก่อน.....ความผิดคงจะตกอยู่ที่ตัวข้าสินะ
"เหตุใดท่านจึงอยากรู้จักข้า"จู่ๆร่างบางๆนี้ก็ถามออกมาโดยทิ่จินไม่ทันจะได้คิดถึงคำตอบใดมาก่อน....หากถามว่าเหตุใดจึงอยากทำความรู้จัก......มันก็มีเพียงคำตอบเดียวที่นึกออก
"เพราะข้า.........สนใจเจ้าน่ะสิ"เป็นคำตอบที่ตรงใจจินที่สุดแล้ว....เพราะสนใจจึงอยากรู้จัก......เพราะร่างบางผู้เลอโฉมผู้นี้น่าสนใจ......ตัวข้าจึงอยากทำความรู้จัก.......ไม่มีเหตุผลอื่นใดที่จะเอ่ยได้ตรงเท่านี้อีกแล้ว
"ข้ามีสิ่งใดที่ท่านสนใจล่ะ"ร่างบางยังคงถามต่อราวกับอยากรู้ยิ่งนัก....แต่ร่างสูงก็พอจะเดาได้ว่านี่เป็นคำถามลองใจ......หากได้คำตอบที่เหมาะสมและตรงใจก็จะเป็นเรื่องง่ายที่จะสานต่อ.....แต่ตัวจินเองก็ไม่อาจแน่ใจได้ว่าร่างบางตรงหน้านี้จะต้องการคำตอบอย่างไหน......คำตอบที่ดูดีแต่หลอกลวง.....หรือคำตอบที่ตรงไปตรงมาแต่ไม่อาจจะรับได้.......หากจะให้ตัวเขาตัดสินใจตอบคำถามนี้ออกไปตัวเขาเองก็ขอที่จะไม่คิดนาน.....เพราะคำตอบนั้นมีอยู่ในใจอยู่แล้ว......เป็นคำตอบเดียวที่ลอยอยู่ภายในหัว และยังคงหลอกหลอนให้นอนไม่หลับไปหลายคืน.......กับสิ่งที่ทำให้ข้าสนใจในตัวเจ้าน่ะหรือ........แน่นอนอยู่แล้ว..............
"....................................ความงดงามของเจ้าน่ะสิ"
*****
"มีผู้ใดเห็นคาเมะหรือไม่"เสียงของสึบาสะดังขึ้นไปทั่วองค์กรที่ตอนนี้ดูวุ่นวายกับการเตรียมการเพื่องานใหญ่ในอีกสองอาทิตย์....ทุกคนจึงดูวุ่นวายกับงานของตนเอง...ทั้งการเตรียมอุปกรณ์และน้ำเชื้อต่างๆ.....และเหตุที่สึบาสะต้องมาโหวกเหวกเช่นนี้ก็มาจากคนหน้าสวยที่หายตัวไปโดยไม่บอกกล่าว.......ไม่เห็นหน้าตั้งแต่เช้าแล้ว หายไปไหนกัน...นี่ก็ตามมานับชั่วโมงยังไม่มีใครให้คำตอบได้แม้สักคน....หนีหายไปยามที่วุ่นวายอย่างนี้.....ต้องจับมาตีก้นเสียให้เข็ด
"ข้าว่าคาเมะคงจะไปแถบชานเมืองน่ะครับ"เสียงของจุนโนะเอ่ยตอบอย่างไม่แน่ใจนัก......แต่ก็ไม่น่าจะผิดพลาด....เพราะดูจากเมื่อวานก็มีทีท่าร้อนรนออกมาให้เห็น......คงจะหนีไม่พ้นเรื่องปราสาทโฮลิอย่างแน่แท้.....นี่คงจะไปดูความเคลื่อนไหวโดยรอบน่ะสิ....ไปไหนโดยไม่ปรึกษาผู้ใดเช่นนี้หากเกิดเหตุอันตรายขึ้นมาจะทำเยี่ยงไรกัน.........อย่าให้เห็นว่ากลับมาเชียว......จะบ่นให้หูชาไปเสียเลย
"ชานเมืองหรือ......."นั่นสินะ......เมื่อวานที่ร่างบางมาบอกให้รู้ถึงข่าวการเคลื่อนไหวของเหล่าแวมไพร์ที่ได้รับฟังมาจากโคคิ ก็ดูมีทีท่าระแวงและสงสัยในข่าวนั่นเสียเหลือเกิน.......แต่พอกล่าวออกไปว่าไม่น่าจะมีสิ่งผิดพลาดก็ยังคงทำหน้าเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด
"จะเป็นห่วงอะไรกันนักหนา"เอ่ยกับตนเองเบาราวกับกระซิบ.....แต่จู่ๆก็กลับมีเสียงหนึ่งเอ่ยข้างใบหูอย่างใกล้ชิด
"นั่นสินะ......ข้าก็คิดเช่นนั้น"
"เฮ้เรียว..........นี่เจ้าจะมาพูดใกล้หูข้าทำไม"สึบาสะลูบหูตนเองอย่างหวาดๆ.......นี่โผล่มาจากทางไหนกัน.......แถมยังจะมาเป่าลมใส่หูข้าอีก....ช่างน่าขยะแขยง
"คาเมะไม่อยู่....ข้าไม่มีของเล่น.....อีกอย่าง เรื่องปราสาทโฮลิท่านไม่คิดจะทบทวนให้ดีหรอกหรือ"เรียวเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าเรียบเฉยราวกับไม่รู้สึกอะไรกับคำพูดของตนแม้สักนิด.....ของเล่นแสนสนุกหายไป......ช่างน่าเบื่อหน่ายเสียจริง
"เจ้าคิดอย่างคาเมะอย่างนั้นหรือ"ถามออกไปเช่นนั้นหากแต่ใจจิตใจสึบาสะก็กังวลไม่น้อยเช่นกัน.....คาเมะไม่เคยสังหรณ์สิ่งใดผิดพลาด.....แต่ข่าวของโคคิก็ไม่เคยคลาดเคลื่อนเช่นกัน.....เป็นเช่นนี้จะให้จัดการอย่างไรกัน
"ข้าไม่ได้ว่าข่าวของโคคิไม่น่าเชื่อถือหรอกนะ......แต่ก็อยากให้ป้องกันไว้ทั้งสองด้าน"เพราะหากเกิดผิดพลาดขึ้นมา....ผู้บริสุทธิ์ที่กำลังเริงร่ากับความสุขก็ต้องมาจบชีวิตโดยไม่รู้ตัว.....นั่นเป็นสิ่งที่พบเจอจนเบื่อหน่ายยิ่งนัก
"แต่หากจะให้แบ่งกำลังเป็นสองฝ่าย.......ข้าเกรงว่ากำลังจะไม่เพียงพอ"เพราะกำลังของบุคคลในองค์กรนั้นมีน้อยยิ่งนัก......ยิ่งผู้มีฝีมือด้วยแล้วยิ่งหาได้ยาก.......จะให้แบ่งกำลังออกครึ่งหนึ่งคงไม่เพียงพอกับการสู้รบกับแวมไพร์ได้อย่างแน่นอน......เพราะเหล่าแวมไพร์ หากได้ออกมาลิ้มรสเลือดตามปาร์ตี้เช่นนี้ก็ไม่ต้องสงสัยเลยกับจำนวน......เพราะจะต้องขนกันมาทั้งตระกูลอย่างแน่แท้
"แล้วท่านจะทำอย่างไร"อ่า.........................เสียงในจิตใจสึบาสะดังออกมาเช่นนั้นจริงๆ......จะให้ทำอย่างไรอย่างนั้นเหรอ
"ข้าจะอธิบายแผนการเมื่อคาเมะกลับมา"
*****
"เจ้าพักอยู่แถวนี้หรือ"เสียงของจินดังขึ้นข้างกายร่างบางที่ค่อยๆก้าวเดินไปตามถนนสายเล็กที่ปกคลุมไปด้วยหิมะพร้อมกับเขา....หลังจากได้ทำความรู้จักกันไปเมื่อครู่ จินก็ใช้โอกาสนี้พูดคุยและเดินเล่นไปพร้อมกับคนร่างเล็ก....ช่างน่าเหลือเชื่อ.....เพียงคำพูดที่ตัวเขาพูดออกไปก็ทำให้ร่างบางๆนี้หัวเราะออกมาราวกับถูกใจในคำตอบนั้น และจินก็ใช้โอกาสนี้เอ่ยนามของตนออกไป
-ข้าอคานิชิ............จิน อคานิชิ..........เรียกข้าว่า จิน ก็ได้- เพราะนึกว่าเมื่อกล่าวชมออกไปเช่นนั้นจะทำให้โดนตบกลับมาเสียอีก ร่างสูงจึงรีบเอ่ยนามออกไปพร้อมกับส่งมือยื่นไปด้านหน้าโดยหวังว่าร่างบางนี้จะมอบไมตรีกลับมาให้เช่นกัน
-ข้ามีนามว่า....คาเมนาชิ.......และอยากให้ท่านเรียกข้าเช่นนี้- แม้ร่างบางจะแค่ก้มหัวให้เขาเล็กน้อยโดยไม่ได้ยื่นมือตอบกลับมาก็ตาม จินก็ไม่ถือสา เพราะตัวเขาตื่นเต้นที่ได้ทำความรู้จักกับคนร่างบางนี้แล้วต่างหาก................
"ไม่ใช่เช่นนั้นหรอก"คนร่างเล็กตอบกลับมาเป็นประโยคสั้นๆ ทำให้จินกลับมาสนใจกับปัจจุบันอีกครั้ง และจินก็สังเกตได้ว่าร่างเล็กๆนี้ไม่ค่อยที่จะตอบสิ่งใด หากเขาถามไปเพียงหนึ่งคำ ก็จะตอบกลับมาเพียงหนึ่งคำเท่านั้นจริงๆ
"แล้วเจ้ามาทำสิ่งใดล่ะ....ที่นี่อยู่ไกลตัวเมืองขนาดนี้.....อย่าบอกว่ามาเดินเล่นนะ"ร่างสูงก็พยายามชวนคุยไม่หยุดราวกับอยากรู้อยากเห็นไปเสียทุกอย่าง.....แต่ใจจริงแล้วก็เพียงแค่อยากจะได้ยินเสียงของคนผู้นี้เท่านั้น....เพราะมันช่างไพเราะและชวนฟังยิ่งนัก
"ข้ามาทำธุระ.........นี่ก็ได้เวลากลับแล้ว"คาเมะมองนาฬิกาข้อมือของตนเองก็บอกเวลาเย็นมากแล้ว เขาหนีงานขององค์กรมา ต้องรีบกลับไปจัดเตรียมอุปกรณ์เพื่องานอีกสองอาทิตย์....ตอนนี้สึบาสะซังคงตามหาให้วุ่น
"อย่างนั้นหรือ......."เสียงของจินอ่อยลงไปอย่างชัดเจนเมื่อรู้ว่าอีกคนจะต้องไปเสียแล้ว....นึกเสียดายยิ่งนัก....โอกาสดีๆอย่างนี้คงจะมีมาไม่ได้บ่อย.....แต่ก่อนที่จะกล่าวลากันจินก็เหมือนจะนึกขึ้นได้ถึงสาเหตุที่ต้องมาแถบชานเมืองนี้....งานสำคัญที่มาดูยังไม่ได้เริ่มเลย
"คาเมนาชิ.....เจ้ารู้จักปราสาทโฮลิหรือไม่"ถามออกไปเช่นนั้นแต่ก็ไม่แน่ใจนักว่าร่างบางจะรู้จักหรือไม่.....แต่สิ่งนั้นก็ไม่ได้ทำให้สนใจเท่ากับการได้เอ่ยนามของแม่นางผู้นี้.....คาเมนาชิ....ช่างเป็นนามที่คุ้นเคยราวกับเคยได้ยินจากที่ใดสักที่
"ปราสาทโฮลิ.....รู้จักสิ"ต้องรู้จักแน่อยู่แล้วเพราะตัวเขาเพิ่งจะเดินออกจากที่นั่นมา.....ข้ารู้สึกถึงเรื่องร้ายๆที่จะเกิดขึ้นในที่แห่งนั้น จึงหนีการเตรียมอุปกรณ์ในวันนี้มาตรวจสอบดูความเรียบร้อยรอบๆตัวปราสาท แต่ก็ไม่เห็นถึงเหตุผิดปกติตามที่กังวลไว้
"จริงหรือ....ช่วยบอกทางข้าหน่อยสิ....คือข้าจะไปทำธุระที่นั่นน่ะ"ธุระที่ว่าก็แค่การไปสำรวจพื้นที่เพื่อดูความสะดวกในวันปาร์ตี้นั่นต่างหาก....และต้องมาดูให้แน่ใจด้วยว่าจะไม่พบกับมือปราบแวมไพร์....คู่อริตลอดกาลนั่นด้วย.........หลังจากที่คาเมะบอกทางไปปราสาทคราวๆให้จินฟังแล้วก็ขอตัวกลับก่อน....แต่ก่อนจะเดินกลับกันไปคนละทาง ร่างเล็กก็หันมาบอกกับจินให้รับรู้ในสิ่งที่คิดไว้
"อีกอย่าง......ข้าเป็นชาย.....คงจะไม่มีความสวยงามอย่างหญิงตามที่ท่านกล่าวได้หรอก"เพราะตัวข้าเป็นชายอย่างที่ชายอื่นเป็น....เหตุนี้ความสวยงามจึงไม่อาจมาจับที่ตัวของข้าได้อย่างแน่แท้......เพราะไม่เคยมีผู้ใดเอ่ยออกมาเช่นนี้....คงจะมีแต่สายตาที่มองมาโดยหาคำตอบไม่ได้......นั่นเป็นสายตาที่ตัวข้าพบเจอมาตลอด และคาเมะแทบจะไม่เคยได้ยินผู้ใดเอ่ยกับเขาแบบนี้มาก่อน....ไม่เคยมีใครกล้าที่จะให้คำตอบอย่างนี้กับตัวเขาเลย....หรือจะพูดให้ถูกคงจะไม่มีใครกล้าที่จะเข้ามาพูดคุยกับเขาเสียมากกว่า...แต่กับชายผู้นี้กลับให้คำตอบที่น่าเหลือเชื่อ.....น่าขันยิ่งนักกับความสวยงามภายนอกอย่างนั้นหรือ
"เจ้าคงจะยังไม่รู้......."ร่างสูงไม่อาจที่จะเอ่ยในสิ่งที่ตนคิดออกไปได้...ไม่อาจรู้ว่าหากเอ่ยออกไปแล้วคนตรงนี้จะเห็นด้วยหรือใส่หมัดน้อยกลับมา.......เจ้าคงจะยังไม่รู้......สถานที่ที่เจ้ายืนมองอยู่เมื่อครู่นั้นเทียบไม่ได้เลยกับความงดงามของตัวเจ้า.....แต่นั่นก็ทำได้เพียงคิดแม้จะอยากบอกกับเจ้าตัวเพียงใด เพราะจินแทบจะไม่เชื่อหูตัวเองที่ได้ยินอีกฝ่ายกล่าวว่าไม่มีความงดงามอยู่ในตัว.....นี่ตัวเจ้าไม่รู้ตัวเลยหรือว่างดงามเพียงใด.....มันสังเกตได้ไม่ยากเลย....เพราะตั้งแต่พบกันครั้งแรกตัวจินก็สัมผัสได้ถึงสายตาหยาดเยิ้มและตกตะลึงโดยรอบมองมายังร่างบางๆนี้.....ขนาดตัวเขายังรู้สึกได้......เหตุใดแม่นางผู้นี้ถึงไม่อาจรับรู้ได้กัน....และที่บอกว่าไม่อาจสวยได้อย่างหญิงทั่วไป......ตัวข้าก็ขอปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่าไม่จริงเสียเลย.....เพราะตัวเจ้าช่างงดงามกว่าหญิงแท้อื่นใดที่ข้าเคยพบเจอ.....สวยงามราวกับเทพธิดาแห่งความงาม
"อ่อ.....ข้าอยากรู้ตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว.......เจ้าไม่มีนามจริงหรือ"เพราะ จากที่ฟังนั้นก็เอ่ยแค่สกุลเสียมากกว่า.....เหตุใดจึงไม่เอ่ยชื่อจริงออกมากันนะ
"..............ข้าถือว่าข้าได้บอกท่านแล้ว......ข้าต้องขอตัว"แล้วร่างบางก็เลี่ยงที่จะไม่ตอบคำถามเสียเฉยๆ....แล้วใครกันจะกล้าขัดใจทักทวงให้ตอบให้ได้.......ก็คงต้องปล่อยเลยตามเลย....ตามแต่ใจร่างสวยงามนี้
"ต้องกล่าวว่า...แล้วพบกันใหม่...ต่างหากล่ะ"เอ่ยออกไปเมื่อก้มหัวให้เล็กน้อยหลังจากที่ร่างบางโค้งมาให้ก่อนเดินจากไป.....แล้วสายตาคมก็ไม่ละไปจากร่างบางแม้แต่น้อย.....ยังคงมองส่งจนลิบตาราวกับลืมไปว่าตนเองต้องไปทำสิ่งสำคัญต่อ
*****
To Be Con [Chapter]…05…