[Title]…..Dark…StaR…[Category]…LonGFic...[Actors]…AkaNishi…Jin…x…KamEnaShi…KaZuyA…&…Etc…[Author]…Aka…mE[Chapter]…01…
*****
หากผืนฟ้าที่มืดมน......หากดวงดาวที่ไม่อาจส่องประกาย.......หากแสงจันทร์ที่หม่นแสง......หากเกล็ดหิมะที่ร่วงโรยลงมา.......หากจะบอกกับข้าได้บ้างว่าสิ่งที่ข้ากำลังเฝ้าหาคือสิ่งใด........สิ่งที่เลือนหายไปกับความทรงจำเป็นเช่นไร.......แต่หากสิ่งนั้นจะเลือนหายไปจากจิตใต้สำนึกได้จริง.....สิ่งต่างๆที่หมุนวนอยู่รอบตัวข้าด้วยความมืนมนนี้.....คงจะไม่มีผลอันใด.........หากความทรงจำที่เกือบจะเลือนหายไป......ได้จางหายไปจริงๆ......ทุกอย่างที่เกิดขึ้นนี้.......คงไม่มีผลกับข้าเลย......แม้แต่น้อย
“อืมม....คืนนี้ก็ยังคงหนาวสินะ”ร่างบางที่ก้าวเดินไปบนถนนที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ......ที่ไม่ว่าจะมีคนกวาดมันออกไปข้างถนนสักเท่าไร.....ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ทำให้ถนนโล่งไปได้เลย....เกล็ดหิมะที่ยังคงโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย....เกล็ดสีขาวที่ชุ่มไปด้วยน้ำที่ไม่ว่าจะตกลงมาทำให้เมืองนี้สะอาดสักเท่าไร....ก็ไม่อาจจะทำให้เมืองที่ดูสกปรกเมืองนี้บริสุทธิ์ขึ้นมาได้เลย
“หนาวชะมัด”มือบางกระชับคอเสื้อโค้ทสีดำสนิทที่ยาวเรื่อยลงไปถึงช่วงเข่า....ขาเรียวยังคงก้าวเดินด้วยความเร็วที่สม่ำเสมอ....สายตายังคงสอดส่องไปรอบๆเมืองที่ถูกประดับประดาไปด้วยแสงสีจากหลอดไฟนีออนสีต่างๆ....เมืองนี้ไม่เคยเงียบเหงา.........และไม่เคยสงบสุข.....และเขากำลังมองหาสิ่งนั้น........เจ้าสิ่งชั่วร้ายที่ก่อกวนฝังรากเลวร้ายแก่เมืองแห่งนี้
ตุบ!!!!
“........”ร่างบางหยุดฝีเท้าที่กำลังจะก้าวผ่านเหมือนเช่นเดิม.......สายตากวาดมองเข้าไปในซอยลึกที่มืดมิด.....ไม่มีแม้แต่แสงไฟสักดวง.....นั่นเสียงอะไรกันนะ........จะใช่สิ่งที่หาอยู่รึเปล่า
“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด!!!!!!!!!!!”
“อ๊ะ!!?......นั่น!!”ร่างบางเร่งฝีเท้าไปยังจุดที่มีเสียงดังขึ้น......ภายในซอยนี้ลึกมากทีเดียว.....ต้นเสียงนั้นเงียบไปได้สักพักแล้ว......และร่างบางก็มาหยุดกึกกับภาพตรงหน้า....ภาพของหญิงสาวที่สงบนิ่งไม่ไหวติงแม้แต่น้อย.....ถูกโอบกอดด้วยบุคคลร่างสูงที่หันหลังให้กับเขา.....ร่างบางสังเกตเห็นถึงแขนแกร่งที่บวมปูดขึ้นมาเพราะเส้นเลือดที่เห็นชัดว่าเป็นสีดำ....นิ้วมือที่ง้วนอยู่กับการประคองหญิงสาวก็ยาวแหลมอย่างน่ากลัว....ใบหน้าของมันกำลังซุกไซร้ตรงซอกคอของหญิงสาว.....และดูเหมือนว่าบุคคลที่กล่าวอ้างนั้นจะรู้สึกถึงการมาถึงของเขาแล้ว......มันค่อยๆหันมาจดจ้องกับร่างบางตรงหน้า
ตุบ!!
เสียงร่างที่ไร้วิญญาณของหญิงสาวกระทบกับพื้นดังตุบ....ไม่มีความอ่อนโยนต่อเหยื่อแม้แต่น้อย......ร่างบางมองไปยังร่างตรงพื้น...ใบหน้าซีดขาว.....ดวงตายังคงเบิกโพลงอย่างหวาดกลัว.....และตรงลำคอยังมีรอยเขี้ยวฝังลึก......แต่กับร่างนั้นแล้ว.....ไม่มีแม้แต่เลือดสักหยดที่จะรินไหลออกมา
“หาเจอจนได้นะ”ร่างบางมองตอบสายตาแข็งกร้าวที่เป็นสีดำสนิทแม้กระทั่งแววตาก็ไม่มีให้เห็น.....ดวงตาสีดำนั้นใหญ่ผิดไปจากบุคคลทั่วไป....และตรงริมฝีปากนั้นก็ยังเห็นเขี้ยวสีขาวที่เปื้อนไปด้วยเลือดสีแดงสดของหญิงสาวเมื่อครู่......ร่างบางมองตอบสายตาอย่างไม่กลัวเกรง.....ไม่แม้แต่จะผวากับเสียงครืดคราดในลำคอของอีกฝ่าย.....กับสิ่งที่เผชิญมาจนชินชานี้....คงไม่มีแล้วล่ะกับคำว่า......กลัวเกรง
“หาข้าอย่างนั้นรึ.....หึหึ...พวกเจ้าเองสินะ......ไอ้มือปราบแวมไพร์ไร้สาระ”เสียงของอีกฝ่ายดังอยู่ภายในลำคอ....แต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่ร่างบางจะได้ยิน......ไร้สาระงั้นเหรอ.....คนที่ไร้สาระน่ะ....คือพวกเจ้าต่างหาก
“อยากกล่าวสิ่งใดเป็นสิ่งสุดท้ายหรือเปล่าล่ะ”ร่างบางเลื่อนมือเข้าไปในเสื้อโค้ทสีดำที่มีกระเป๋าอยู่ด้านใน......หยิบวัตถุสีขาวใสที่ด้านในบรรจุแท่งเหล็กสีเงินที่ด้านในมีของเหลวสีฟ้าอ่อนจนเต็ม....น้ำเชื้อที่ใช้เฉพาะกับการฆ่าแวมไพร์.......มือบางกระชับกระบอกปืนนั้นแน่น....เป้าหมายคือร่างตรงหน้านี้ล่ะ
“หึหึ......หากสิ่งนั้นจะทำให้ข้าหมดลมหายใจได้ล่ะก็....เชิญเลย”แล้วร่างตรงหน้าก็เดินตรงรี่เข้ามาหาร่างบาง.....เขี้ยวสีขาวที่เปื้อนเลือดแยกกว้างจนเห็นความยาวของมันจนสุด.....นัยน์ตาดำที่เล็กลงชั่วครูก็กลับโตขึ้นดำสนิท......เล็บมือที่ยาวจนหน้ากลัวก็ยื่นมาตรงหน้า.....แต่ไม่ทันที่แวมไพร์ตนนั้นจะได้ทำสิ่งใดต่อ.......เสียงๆหนึ่งก็ดับทุกการเคลื่อนไหว
ฟิ้ววววว~~~
ของเหลวสีฟ้าอ่อนจากกระบอกปืนในมือร่างบางก็ถูกยิงออกไปอย่างรวดเร็ว.....ไม่มีแม้แต่เสียงดังกึกก้อง.....ไม่มีแม้แต่การทำให้ตกใจ.....แค่เพียงโดนลูกปืนน้ำเชื้อนี้เข้าไป......ไม่ว่าสิ่งใดก็ต้องกลับสู่ความว่างเปล่า......ร่างของแวมไพร์ล้มลงอย่างไม่ได้ตั้งตัว.......แล้วร่างๆนั้นก็ค่อยๆเลือนหายไปเหลือไว้เพียงกริดสีดำที่ส่องแสงสีหม่นอยู่ตรงพื้นเท่านั้น
“ชิ......พวกปลายแถวตามเคย”ร่างบางก้มลงไปหยิบกริดสีดำนั้นขึ้นมาแล้วเก็บใส่กระเป๋าเสื้อโค้ทพร้อมกระบอกปืนใสๆนั้น......แล้วหันไปมองร่างของหญิงสาวเคราะห์ร้ายที่ต้องตกเป็นเหยื่อให้กับแวมไพร์ไร้สำนึก.....แต่แววตาที่มองนั้นไม่ได้สื่อถึงความรู้สึกใด.....หากคนอย่างคาเมนาชิบ่งบอกความรู้สึกผ่านทางสายตาได้แล้วล่ะก็.....แวมไพร์พวกนี้คงจะไม่อยู่มาจนรกโลกแห่งนี้.....หากเหตุการณ์เพียงเท่านี้จะทำให้คนอย่างคาเมนาชิแสดงความรู้สึกผ่านทางสีหน้าได้แล้วล่ะก็......คนอย่างเขาคงไม่ต้องมาเผชิญอยู่กับเหตุการณ์ซ้ำซากพวกนี้.....สิ่งซ้ำซากที่จำเป็นต้องทำ
*****
“......พวกปลายแถวอีกแล้วสินะ”สายตาที่มองไปยังกริดสีดำสนิทที่ส่องแสงหม่นๆออกมาอย่างบางเบา.....มือที่สัมผัสนั้นค่อยบีบแน่นขึ้นเรื่อยๆ......เมื่อไหร่กันที่จะได้เจอกับสิ่งที่ต้องการ......เมื่อไหร่กันที่คนผู้นั้นจะกลายมาเป็นเช่นนี้
“ขอโทษด้วยนะครับอิมาอิซัง....ข้าไม่มีความสามารถพอ”คาเมะเอ่ยให้กับบุคคลตรงหน้า....ผู้ที่เป็นถึงหัวหน้าองค์กร....บุคคลที่เขาเคารพเป็นอย่างมาก.....บุคคลที่ช่วยเขาออกมาจากเหตุการณ์ในคราวนั้น.......เหตุการณ์เลวร้ายที่ยังติดตรึงในความทรงจำเพียงเลือนลาง
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกคาเมนาชิ.....เจ้าเป็นผู้ล่าแวมไพร์ฝีมือดีอันดับหนึ่งขององค์กรเรานะ......อีกอย่างพวกแวมไพร์ชั้นสูงน่ะ....คงไม่ออกมาหาเหยื่อตามท้องถนนเองหรอก....จริงไหม”คำว่า ‘จริงไหม’ ของคนพูดเนี้ย...ไม่ว่ายังไงคาเมะคงไม่มีทางที่จะเข้าใจได้ว่า...ทำไมอิมาอิซังถึงต้องยื่นหน้าเข้ามาใกล้เขาซะขนาดนั้น.....แต่ก็คงจะจริงอย่างที่อิมาอิซังพูด....แวมไพร์ต้นตระกูลชั้นสูงคงไม่มีทางที่จะออกมาล่าเลือดสดๆด้วยตนเองเป็นแน่......ก็คงจะนอนสบายใจบนความทุกข์ทรมานใจของผู้อื่นอยู่น่ะสิ
“อ้าว......คาเมนาชิ...มาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”เสียงของร่างสูงโปร่งที่ไม่ว่าจะเจอเมื่อไหร่ก็จะยิ้มร่าเริงเสมอ......เสื้อกราวด์สีขาวที่ยาวลงมาถึงเข่าทับอยู่บนเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนจนแทบจะเป็นสีขาว....เนกไทสีฟ้าเข้มที่ไม่ค่อยจะแตกต่างจากเสื้อเชิ้ตตัวนั้นสักเท่าไหร่......กางเกงสีดำยาวไปจนถึงรองเท้าสแลกมันวาว.....ช่างเป็นการแต่งตัวที่เหมาะกับนักวิจัยขององค์กรเสียจริง
“สวัสดีทางุจิ”คาเมะหันไปตามเสียงเรียกชื่อนั้นแล้วเอ่ยทักอย่างเคย.....ร่างที่ค่อยๆเดินลงมาจากบันไดทรงโปร่งขาวนั้นก็ยังคงยิ้มให้เขาเหมือนทุกที
“ทางุจิอีกแล้วเหรอ.....บอกให้เจ้าเรียกข้าว่าจุนโนะไงล่ะ....ออกจะสั้นกว่าด้วย....จริงไหม”และคำว่า ‘จริงไหม’ ของคนตรงหน้านี่คาเมะก็ยังไม่เข้าใจอีกว่าทำไมต้องยื่นหน้าเข้ามาซะใกล้ด้วย.....แล้วก็เป็นจุนโนะเองที่ผละออกไปด้วยใบหน้าที่แดงไปถึงหู
“จุนโนะคุง.....หากไม่กล้าพอ....ก็อย่าฝืนทำดีกว่านะ”แล้วเสียงของสึบาสะก็ดังมาจากด้านหลังของคาเมะ....จุนโนะไม่ได้พูดโต้ตอบกลับไปแต่กลับเงียบและทำได้แต่ก้มหน้างุดจนต้องหาเรื่องอื่นมาแก้อาการที่คนอื่นๆคงเรียกกันว่า ‘เขิน’
“อ๊ะ...นั่นเพิ่งได้มาเหรอ”เดินไปหยิบกริดสีดำที่อยู่ในมือของสึบาสะโดยที่ไม่ได้มองหน้าคนถืออยู่เลยว่าหมันไส้ตนเองเพียงใด ‘นี่มันกิริยาของรุ่นน้องหรือไง’ ก็ทำได้แต่เพียงคิดอยู่ในใจล่ะนะ
“อืม...ใช่....คาเมนาชิเขาเพิ่งจะนำกลับมาให้เมื่อสักครู่นี้เอง”และไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเมื่อจุนโนะได้ฟังว่าใครเป็นคนนำกริดนี้มาอาการของคนตัวสูงๆนี้จะเป็นอย่างไร
“อีกแล้วงั้นเหรอคาเมนาชิ.......ข้าบอกเจ้าแล้วไงว่าไม่ควรออกไปเดินเพียงลำพังในเวลากลางคืน”นั่นล่ะ....อารมณ์เสียขึ้นมาทันใจนึก....เขาเคยเตือนคาเมะมาหลายต่อหลายหนว่าภายนอกในยามวิกาลมันอันตรายเพียงใด....แต่ดูเหมือนร่างบางๆนี่จะไม่ได้สนใจกับความหวังดีของเขาสักนิด
“ทางุจิ....เจ้าก็รู้ว่านี่เป็นหน้าที่ของข้า.......และเป็นสิ่งที่ข้าต้องทำ”กับประโยคสุดท้ายนั้นก็ทำให้จุนโนะหยุดทุกอาการร้อนรน.....เข้าใจดีกับความหมายนั้น......เพื่อสิ่งนั้นสินะ......สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเจ้า........ครอบครัวเพียงหนึ่งเดียวของเจ้า
“เอาล่ะๆ จุนโนะ....ในเมื่อได้มาแล้วก็ขอความกรุณารบกวนท่านจุนโนะวิจัยมันด้วยนะขอรับ”เสียงของสึบาสะดังขึ้นดับความกดดันออกไป.....และคำพูดนั้นล่ะถึงกับทำให้จุนโนะผวาขึ้นมาทันที
“โธ่....สึบาสะซังล่ะก็....พูดกับข้าเช่นนี้....เดี๋ยวข้าก็ได้เหากินหัวพอดีสิท่าน”ก็ข้ายังอายุน้อยกว่าท่านตั้งเยอะ....มาขอร้องข้าเช่นนี้ข้าคงจะบาปแย่
“อ้าว...ข้าก็นึกว่าเจ้าจะไม่รู้จักคำว่า ‘รุ่นพี่รุ่นน้อง’ เสียอีก” ฉึก!....เสียงนี้ดังขึ้นมาเต็มๆตรงใจดำของจุนโนะ......นี่แอบกัดข้าหรือเนี้ย
“ข้าก็คิดว่าท่านจะรับมุขฝืดๆของข้านี่หน่า”หน้าหดเหลือสองนิ้วไปแล้ว
“ข้าก็ล้อเจ้าเล่นหรอกน่า......ว่าแต่คาเมนาชิวันนี้จะค้างกับข้าที่นี่ไหม”มือเรียวสัมผัสไปที่ใบหน้าของคาเมะ....ใบหน้าเรียวๆนี้ช่างน่าหลงใหลเสียจริง
นะ.....ไม่ว่าจะมองเยี่ยงไรใบหน้านี้ก็ทำให้ความอยากรู้อยากเห็น....อยากค้นหาตื่นตัวขึ้นมาทุกที....สนุกจริงๆที่ได้เล่นกับใบหน้าซ่อนอารมณ์นี้....แต่ก็สนุกยิ่งกว่าที่ได้รู้ว่าได้ยั่วอารมณ์หึงของใครเข้าแล้ว“ไม่ดีกว่าครับ.....ข้าไม่อยากรบกวน”และสายตาของเจ้าก็ยังคงว่างเปล่าไร้ซึ่งความหมายอยู่เหมือนเดิม
“รบกวนอะไรกัน...แต่เอาเถอะไม่ว่าข้าจะชวนเจ้าสักกี่ครั้งเจ้าก็ไม่เคยจะตอบตกลงเสียที”ล่ะมือจากใบหน้างามที่ยังคงความใสซื่อได้ไม่เปลี่ยน......สิ่งที่ข้าทำเขาเรียกว่า ‘ลวนลาม’ นะคาเมะ.....เจ้าก็ช่างไร้เดียงสาเสียจริง......ไม่รับรู้ถึงความหมายเสียเลย......แต่เอาเถอะ...ข้าลวนลามเจ้าในฐานะพี่คนหนึ่งเท่านั้นแหละ....แต่คนสูงๆนี่สิดูอยากจะทำอย่างข้าในความหมายอื่นเสียมากกว่า.....แล้วสายตาของสึบาสะก็มาจ้องเข้ากับสายตาของจุนโนะที่มองราวกับจะกัดมือของเขาให้ขาดจากการสัมผัสใบหน้าเรียวๆนี่เสียให้ได้
“หึงงั้นเหรอ”จู่ๆสึบาสะก็พูดออกมาลอยๆ.....แต่สายตานี่สิ....จ้องลึกไปในตาของจุนโนะเหมือนกับรู้ถึงจิตใจของจุนโนะอย่างนั้นแหละ
“อ๊ะ!!”เป็นจุนโนะที่สะดุ้งสุดตัว......แล้วก็ต้องละสายตาฟาดฟันนั้นเปลี่ยนเป็นแววตาปกติ......แกล้งข้าอีกแล้วสึบาสะซัง
“คาเมนาชิ....ขึ้นไปด้านบนกับข้าไหม”จุนโนะเอ่ยชวนออกมาอย่างร่าเริง.....แต่สายตาก็ยังค้อนใส่สึบาสะอีกครั้ง.....ด้านบนที่จัดเป็นห้องสำหรับวิจัยงานต่างๆ.....ถูกแบ่งแยกสำหรับบุคคลที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น
“ฮ่าๆๆ....นั่นสิ...ขึ้นไปเล่นด้านบนสิ...เรียวก็อยู่”ขึ้นไปเล่นเนี้ย....คงต้องใช้กับเด็กไม่ใช่เหรอ.....แต่กับคาเมะที่อายุยี่สิบขึ้นไปแล้วเนี้ยก็ไม่ต่างอะไรกับเด็กน้อยหรอก....เด็กที่พยายามทำตัวให้เป็นผู้ใหญ่เพื่อหาทางออกไปจากมุมมืดในใจให้ได้ไงล่ะ.....ถึงแม้ในจิตใจจะเบ้ปากอยากร้องไห้เพียงใด....แต่หากคนอย่างคาเมนาชิจะกระทำสิ่งเหล่านั้นออกมา....คนอย่างจุนโนะก็คงกล้าพอที่จะสารภาพรักล่ะนะ
“เฮ้อออ....ลำบากกันจริงนะ”พูดลอยๆออกมาคนเดียวขณะมองเด็กน้อยสองคนคุยหยอกล้อกันขึ้นไปบนบันไดขาวทรงโปร่ง....แต่ดูเหมือนว่าคำว่า‘หยอกล้อ’ คงจะมีแต่จุนโนะล่ะมั้ง....ที่กระทำต่อคนร่างบาง
*****
“อะไรกันเนี้ย!!!”เสียงที่แผดออกมาจากบุคคลในห้อง.....ใบหน้าหล่อเหลาที่ขมวดคิ้วมุ่น....จมูกโด่งๆที่ไม่ว่าใครก็คงจะทำได้ไม่เท่าก็หายใจหนักแรงตามอารมณ์ขุ่นเคือง.....ปากอวบอิ่มก็ยังคงบ่นไปเรื่อยตามนิสัย........ทายาทแห่งตระกูลนากามารุ
“เงียบหน่อยไม่ได้หรือไงยูอิจิ”เสียงของคนร่างสูงอีกคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้นวมมุมห้อง...มองไปยังยูอิจิที่นั่งหน้ามุ้ยบนโซฟาตัวยาวสีน้ำตาลรับกับบรรยากาศของห้องที่ตกแต่งแนวตะวันตก....ห้องสีน้ำตาลเข้มที่จัดแต่งเฟอร์นิเจอร์ด้วยโทนเดียวกัน.....แสงไฟสลัวสีส้มอ่อนก็ช่างขรับให้บรรยากาศดูอบอุ่นยิ่งขึ้น....แต่หากได้สัมผัสและรับรู้ถึงสัญชาตญาณของบุคคลในห้องนี้แล้วล่ะก็....ความคิดที่ว่าอบอุ่นคงเปลี่ยนเป็นความน่ากลัวหดหู่เสียมากกว่า
“จะให้เงียบได้ไงล่ะจิน....นี่มันรายที่เท่าไหร่กันแล้ว”มองไปยังทายาทแห่งตระกูลอาคานิชิ...ญาติผู้ร่วมสายพันธุ์ที่ยังคงนั่งนิ่ง...เพียงแค่หนึ่งอาทิตย์พวกแวมไพร์อย่างเราก็โดนล่าไปหลายต่อหลายตน.....ถ้าเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ อีกไม่นานก็คงสืบสาวมาถึงที่อยู่ของเราจนได้...แล้วถึงคราวนั้นจะทำเยี่ยงไร
“เจ้าเสียงดังเช่นนี้ก็ไม่ช่วยให้คิดวิธีแก้ออกหรอกนะ”พยายามนั่งคิดหาวิธีแก้แต่ก็คิดไม่ออกเสียที....อะไรกันบุคคลกลุ่มนั้น
“ก็ข้าหงุดหงิดนี่”โธ่เอ๊ย....นี่ต้องรอวันตายอยู่อย่างนี้หรือไง.....แล้วเมื่อไหร่พี่ใหญ่ของเชื้อสายจะมาเสียที.....ต้องให้รออีกนานเพียงใด....ข้าไม่ได้ว่างมานั่งเล่นหรอกนะ
“เอาล่ะๆ.....หยุดโวยวายกันได้เสียที”แล้วเสียงที่ยูอิจิรอก็ดังขึ้นมาจากประดูทางเข้า.....ร่างสูงของบุคคลที่น่าเคารพผู้เป็นพี่ใหญ่ของตระกูลฮิเดอากิก็ค่อยๆก้าวเดินเข้ามาภายในห้อง......และด้านหลังที่ตามติดมาด้วยก็ทำให้ยูอิจิหยุดจ้องมองไม่ได้......ทายาทของตระกูลยามาชิตะ และตระกูลอุจิ.......สวยเหมือนกันทั้งคู่ในสายตายูอิจิ.....แต่กับคนที่ยังไม่เคยแตะต้องอย่างโทโมะฮิสะก็คงจะน่าลิ้มลองมากกว่า.....แต่ทว่าคนที่เคยลิ้มลองมาแล้วอย่างฮิโรกิก็ร้อนแรงไม่เบาล่ะนะ
“ข้ารู้เรื่องมาหมดแล้ว......มีอะไรจะกล่าวกันบ้างไหม”แล้วเสียงของทักกี้ก็ดังขึ้นมาขัดความคิดที่เริ่มจะล่อแหลมของยูอิจิขึ้นเรื่อยๆ
“เราต้องรอให้พวกนั้นมาจ่อมีดกับคอเราก่อนหรือไรถึงจะลงมือเสียที”แล้วยูอิจิก็โผลงออกมาเหมือนนิสัย.....เมื่อความคิดเป็นเช่นไร.....ปากและคำพูดก็จะเอ่ยออกมาเช่นนั้น
“ใช่อย่างนั้นเสียเมื่อไหร่ล่ะยูอิจิ......แต่หากเราผลีผลามลงมือโดยไม่ได้คำนึงถึงความปลอดภัย.....เหตุร้ายก็จะมาสู่ตระกูลแวมไพร์ของเราได้.....และไม่ใช่แค่เหตุร้ายธรรมดาทั่วไป.....เจ้าก็รู้ว่าพวกนั้นต้องการลบล้างเผาพันธุ์ของเรา”เหตุการณ์ที่เคยเป็นบทเรียนมาแล้วครั้งหนึ่ง.....ไม่อาจลืมเลือนได้เลย.....ความเจ็บปวดในครั้งนั้น......แค่เพียงเพื่อทำลายพวกข้า....เจ้าถึงกับทรยศคนที่รักเจ้าสุดหัวใจ......ทำร้ายได้แม้แต่คนที่เจ้าหลอกให้รัก....จินมองดูร่างสูงที่พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ....แต่เขาก็พอจะเดาได้ว่าภายในจิตใจนั้นไม่ได้นิ่งเฉยอย่างที่เห็น....เพราะแววตาที่อ่อนแสงลงของทักกี้ยังไงล่ะ.....ความเจ็บปวดที่เคยได้รับ....ใครต่างก็รู้ว่านั่นเป็นแผลที่จะทำให้คนพูดนั้นจดจำไปได้อีกนาน
“แล้วเราควรทำเช่นไรล่ะครับ”เสียงของยามะพีเอ่ยขึ้นพร้อมกับค่อยๆนั่งลงตรงที่เท้าแขนของเก้าอี้ที่จินนั่ง......บดเบียดใกล้ชินจนคนหน้าหล่อที่อารมณ์หงุดหงิดมาตั้งนานแล้วก็ทวีความน่ารำคาญเข้าไปอีก....ให้มันได้อย่างนี้สิ
“แน่นอนอยู่แล้วว่าเราจะไม่อยู่เฉย....แต่ข้าอยากจะให้รออีกเพียงนิด....อีกไม่นานหรอกที่จะได้แก้แค้น”เสียงนั้นเหมือนจะย้ำซ้ำๆให้ตัวเองได้ฟัง.....ทั้งหนักแน่นและจริงจัง.....การแก้แค้นในครั้งนี้.....เจ้าจะต้องเจ็บ....และจะต้องเจ็บยิ่งกว่าที่ข้าได้เคยมาแล้ว
*****
“ฮ้า~~....หนาวชะมัด”ร่างสูงมองควันที่ลอยออกมาจากริมฝีปากตนแล้วก็เป่าควันขาวๆนั้นเข้าที่ฝ่ามืออย่างลนๆ....ทำไมหนาวได้ขนาดนี้นะ.....แต่ว่าวันนี้ก็น่าหาของอุ่นๆกินซะหน่อยสินะ.....ร่างสูงเดินไปเรื่อยๆตามถนนสายยาวที่มีแสงไฟประดับทั่วสองข้างทาง.....พลางนึกถึงเลือดสีสดอุ่นๆจากลำคอ..........อ่า........ช่างสุขสมเสียจริง
Tlu…tlu…tlu
“..........ไง”จินแอบถอนใจก่อนจะกดรับโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงแข็งๆ......ก็เพราะคนที่โทร.มาดันเป็นคนที่ต้องมารบกวนเวลาของเขาเป็นแน่
-นี่จิน.....เจ้าห้ามออกไปหาอะไรกินเองเด็ดขาดเข้าใจไหม- แล้วเสียงปลายสายก็ดังแว๊ดๆมาไม่หยุด.......เป็นอย่างที่คิดเจ้าลูกพี่ลูกน้องคนนี้
“เอ๋~~........”แต่นอกจากจะไม่ได้โต้ตอบกลับร่างสูงก็ทำได้แค่เพียงระบายความสงสัยไปเท่านั้น
-ข้ารู้นะว่าเจ้าออกไปทำไม........ทากิซาว่าซังสั่งห้ามไม่ให้ออกไปไหนช่วงนี้เจ้าก็น่าจะรู้นี่- และเสียงนั้นก็เอ่ยออกมาด้วยความคิดที่ว่ารู้ดีไปเสียทุกอย่าง
“อะไรกัน...ข้ายังไม่.......”
-เอาล่ะ.....กลับเข้ามาได้แล้ว....ข้าจะรอจนกว่าจะเห็นเจ้าเข้าบ้าน.....เข้าใจนะ- เสียงนั้นพูดตัดขึ้นมาและไม่ฟังเหตุผลใดด้วยซ้ำแถมยังวางสายไปตามแต่อารมณ์ตัวเองเสียอีก
“เจ้ายูอิจิ......เอาแต่พูดเรื่องที่อยากพูด”นอกจากจะทำได้แค่เพียงขบเคี้ยวฟันอย่างหมันไส้กับโทรศัพท์แล้วร่างสูงก็ทำได้แค่เอาโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกงเช่นเดิม
“รู้ทันข้าเสียจริงนะ”บรรยากาศดีๆแบบนี้ดันมีเสียงเจ้านั่นมาขัดซะได้........จินมองขึ้นไปบนท้องฟ้ามืดมิดที่ไม่มีดาวเลยแม้สักดวง.......ไม่มีแม้แต่แสงของดวงจันทร์เลยสักนิด.....เมืองนี้จะมีคืนแบบนั้นบ้างรึเปล่า.........ค่ำคืนที่สว่างสดใสอย่างเป็นธรรมชาติ.....แล้วใบหน้าคมก็แหงนมองท้องฟ้าอย่างไม่ได้สนใจทางเดินตรงหน้าเลย
พลั่ก!!.............
“อ๊ะ........ขอโทษที่ข้า...............”เพราะมัวแต่มองท้องฟ้าอย่างสนใจ.....ร่างสูงที่กำลังเดินอย่างเชื่องช้าก็ชนเข้ากับใครอีกคนจนล้มลงไปทั้งคู่.....แต่พอจะเอ่ยขอโทษออกไปก็ไปสะดุดเข้ากับใบหน้างามงดตรงหน้า.......หญิงงามที่งดงามที่สุดเท่าที่เคยเห็น
“ไม่เป็นไร......ข้าเองที่ไม่ทันระวัง”ร่างของอีกคนเอ่ยขึ้นพร้อมเตรียมกำลังจะลุก......ก็เห็นอยู่แล้วล่ะนะที่ผู้นี้เดินชมฟ้าอย่างใจเย็นแต่ก็ไม่นึกว่าจะมาชนเข้าจนได้
“เอ่อ......อ๊ะ.....ข้าต้องขอโทษด้วยจริงๆที่ข้ามัวแต่เหม่อ.....ข้าช่วย”ผู้ชาย.....หญิงที่งดงามผู้นั้นเป็นชาย........อ่า.....และเมื่อรู้สึกตัวออกมาจากความงดงามนั้นได้ร่างสูงก็ยื่นมือจะช่วยยึดร่างอีกคนขึ้นมา.......ช่างเป็นร่างที่บอบบางเสียจริงๆ
“ข้าต้องขอโทษอีกครั้ง”แต่ร่างบางที่ว่ากลับไม่ได้สนใจมือหนาที่ยื่นส่งมาแม้แต่เพียงนิด.....กลับลุกขึ้นมาอย่างเฉยชาพร้อมเอ่ยขอโทษก่อนจะเดินออกไป......แต่พอกำลังจะก้าวย่างจากไปก็ต้องหยุดชะงักเพราะแรงฉุดเบาๆจากด้านหลัง
“..........อะไร”สายตาที่หันมาถามนั้นไม่ได้เป็นมิตรเสียเลย.....เพราะร่างบางๆนี้ไม่ชอบให้ใครมาแตะตัว.....ยิ่งกับบุคคลที่ไม่รู้จักกันแม้แต่ชื่อแล้วยิ่งไปกันใหญ่
“ชื่อ.....ล่ะ”เสียงของจินถามออกไปเหมือนกับไม่มั่นใจนักเพราะเสียงนั้นค่อนข้างจะเบาและติดขัด.....แต่ร่างบางก็มองนิ่งเหมือนไม่ได้สนใจในคำถามนั้นเสียเท่าไหร่
“นามของเจ้าน่ะ.....มีนามว่าอย่างไร”เพราะดูเหมือนเสียงนั้นจะเบาไปจริงๆหรือร่างตรงนี้ไม่ใส่ใจกันนะจินจึงเอ่ยถามออกไปอีกครั้งและดังพอที่อีกคนจะเข้าใจ
“ปล่อย”เพราะไม่รู้จักแม้แต่ชื่อสินะถึงได้เอ่ยถามออกมาเช่นนี้......แต่ร่างบางกลับไม่ได้ตอบตรงคำถามเอาเสียเลยทำให้อีกคนที่ไม่ยอมแพ้ใครต้องการเอาชนะเสียให้ได้
“ข้าถามว่าเจ้ามีนามว่าอย่างไร”นี่ข้าเป็นอะไรกัน......ทำไมต้องมาถามชื่อผู้อื่นอย่างสนใจเยี่ยงนี้
“ท่าน..........คงจะไม่มีผู้ใดสอนมารยาทสินะ....ถึงได้ถามชื่อข้าห้วนๆแบบนั้น”เป็นคำพูดที่ตัดรอนอีกฝ่ายได้ดีแต่กลับอีกคนคงจะไม่นึกเช่นนั้น
“อ่อ.........ข้ามีนามว่าอคานิชิ..........จิน....อคานิชิ....เจ้าล่ะชื่ออะไร”เพราะไม่นึกถึงคำพูดของอีกคนว่ากำลังกล่าวว่าตนอยู่....ร่างสูงจึงเอ่ยนามตนออกมาหน้าตาเฉย
“ท่าน........ข้าบอกให้ปล่อยข้า”ช่างเป็นคนที่ไม่.......ร่างบางคิดคำใดมาแทนการกระทำเหล่านี้ไม่ได้แล้วนอกจากทำหน้าลำบากใจและกล่าวประโยคเดิมๆเหมือนที่ทำมาตลอด
“แต่ข้ากำลังถามชื่อเจ้าอยู่....เจ้าขี้โกงนี่.....รู้จักชื่อข้าแล้วคิดหนีรึ....เจ้านี่ไม่มีมารยาทเสียเลยนะ”นอกจากจะไม่ปล่อยแล้วยังทำลอยหน้าลอยตาว่าผู้อื่นกลับอย่างหน้าตาเฉย......แถมมือหนานั้นก็กำแน่นตรงข้อมือบาง....นุ่มนิ่มยิ่งนัก
“ข้าจะเตือนเป็นครั้งสุดท้าย.......ปล่อยข้า”แต่กลับอีกคนยังทำหน้านิ่งเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น......น้ำเสียงนั้นจริงจังและกดต่ำแต่จินนั้นคงจะไม่ได้สังเกตสิ่งใดนอกจากเรียวปากบางเฉียบสีแดงสด......ดวงตาคู่งามที่เฉี่ยวบาดใจ.....จมูกโด่งรั้น......หุ่นเพรียวบาง....และข้อมือน้อยในอุ้งมือหนาของตน
“ไม่!!........จนกว่าเจ้าจะ...โอ๊ยยยยย”แล้วก็เป็นการเตือนครั้งสุดท้ายจริงๆเมื่อกำปั้นเล็กๆของร่างบางเสยเข้าที่ปลายคางของร่างสูง
“นี่เจ้า!!”จินร้องออกมาเมื่อรู้สึกชาและมึนไปชั่วเวลาหนึ่ง......มือหนาที่กำแน่นตรงข้อมือบางก็หลุดออกโดยอัตโนมัติ......ร่างสูงหันมามองร่างเล็กๆตรงหน้าหลังจากถูกทำให้หน้าหันไปโดยไม่รู้ตัว......แต่นอกจากร่างบางนั้นจะไม่ขอโทษและไม่บอกชื่อกลับมาแล้ว.....ร่างเล็กๆนั้นก็เดินจากไปโดยไม่ทุกข์ร้อนพร้อมกับน้ำเสียงเรียบๆที่เอ่ยกลับมาว่า..............
“นี่แค่มือซ้ายหรอกนะ”
*****
To Be Con [Chapter]…02…
ตัวอักษรมันเล็กไปมั้ย เหอๆ
ใครหลงเข้ามาก็ลองเม้นดูหน่อยนะจ๊ะedit @ 11 Aug 2008 13:32:47 by Aka...mE