[Title]…..Dark…StaR.....
[Category]…LonGFic...
[Actors]…AkaNishi…Jin…x…KamEnaShi…KaZuyA…&…Etc…
[Author]…Aka…mE
[Chapter]…03…
*****
-จิน......-แล้วจู่ๆเสียงปลายสายก็เปลี่ยนแปลงอารมณ์อย่างรวดเร็ว........เพราะมันฟังดูจริงจังกว่าที่ผ่านมานัก....ร่างสูงจึงเงียบเพื่อรับฟังสิ่งที่อีกฝ่ายจะกล่าวต่อ
-ไม่ต้องห่วงหรอกนะ......ข้าเข้าใจดี......"แล้วยูอิจิก็ตัดสายไปเองอีกครั้ง......ถึงจะเป็นคำพูดที่แปลกไปจากเดิมอย่างมากมาย......แต่กับร่างสูงแล้ว นั่นเป็นประโยคที่ดีที่สุดในรอบวันเลยทีเดียว.....ขอเพียงเข้าใจ....เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
"นี่ข้าเป็นเด็กหนีออกจากบ้านหรือไงกัน"เพราะจากการกระทำก็บ่งบอกได้ดีอยู่แล้ว.......เกิดปัญหาแล้วก็หนีออกมา....พอปัญหาจบก็กลับบ้านไปอ้อนพ่อแม่
"กลับเลยล่ะกัน......หืม.................."เมื่อกำลังจะหันหลังกลับตามทางเดิมที่เดินมา...สายตาก็ไปเจอเข้ากับหนุ่มน้อยรูปงามที่ยืนจ้องมองนาฬิกาอย่างร้อนรน......ใบหน้าที่สวยสดนั้น....เห็นแค่เพียงเสี้ยววินาทีก็สามารถจดจำได้.......ผู้ที่ฝากรอยแผลไว้บนใบหน้านี้.......ผู้ที่ทำให้ร่างสูงถึงกับพร่ำเพ้อถึง................แม่นางคนสวยผู้นั้น!!
*****
จินมองไปตามแผ่นหลังบางที่ตอนนี้เดินออกไปจากจุดที่ยืนอยู่....ร่างสวยเดินอย่างไม่รีบร้อนแต่ก็ไม่เชื่องช้า....สายตาทอดยาวสู่เบื้องหน้าและบ่อยครั้งก็จะก้มมองนาฬิกาข้อมือของตนเหมือนกับนัดผู้ใดไว้อย่างนั้น.....แล้วจู่ๆร่างบางนั้นก็เดินเลี้ยวเข้าไปยังตรอกเล็กของตึกที่มืดมิด....ร่างสูงยืนมองตรอกนั้นอย่างสงสัย.....แต่เมื่อมองจากภายนอกแล้วก็ไม่สามารถมองเห็นสิ่งภายในได้.....นั่นจึงทำให้จินเดินเข้าไปอย่างอยากรู้
"อ่ะ!!!"แล้วร่างสูงก็ต้องหยุดชะงักอยู่กับที่พร้อมกับส่งเสียงของความตกใจออกมา.....เพราะร่างบางนั้นจู่ๆก็เดินออกมาจากความมืดของผนังอย่างรวดเร็วขณะที่ร่างสูงเดินเข้าไปอย่างกังวล.....แล้วตอนนี้ก็มาหยุดยืนตรงหน้าจินเสียเฉยๆโดยที่ห่างกันเพียงก้าวเล็กๆเท่านั้น
"ตามข้ามาอย่างนั้นหรือ"เสียงหวานเอ่ยออกมาอย่างราบเรียบ.....เขารู้สึกได้ถึงการย่างก้าวที่เป็นรอยเดียวกับเขาเลยแกล้งเดินเข้ามายังตรอกมืดๆนี้.....แล้วก็เป็นอย่างที่คิด....มีคนเดินตามมาจริงๆ....แต่ใบหน้านั้นก็ไม่สามารถเห็นได้ชัดนักเพราะตรอกนี้แทบจะไม่มีแสงสว่างเข้ามาเสียเลย....จึงทำได้แค่มองใบหน้าตรงข้ามอย่างเลือนลาง
"จำเป็นด้วยหรือที่ข้าต้องตามเจ้ามา.....ข้ามีธุระภายในนี้ต่างหาก"เป็นคำตอบที่ตรงข้ามกับความจริงนัก.......ร่างสูงยืนมองใบหน้างามงดที่ถูกปกปิดด้วยความมืดมิดนี้.....แต่จินสามารถมองเห็นอีกคนได้เกือบจะชัดเจน......เพราะผู้ที่ยืนต่อหน้าเขานั้นทั้งขาวและผุดผ่อง.....ไม่จำเป็นต้องมีแสงสว่างใดๆมากมายก็สามารถพิจารณาความงามนี้ได้อย่างดี.....สวยและยังฉลาด.......รู้อยู่แล้วสินะว่าข้าเดินตามเจ้ามา....แต่ใครกันจะยอมรับอย่างง่ายดาย.....คนผู้นั้นต้องไม่ใช่ข้าอย่างแน่นอน
"........."แต่ร่างบางก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดกลับไปนอกจาเบี่ยงตัวเพื่อจะออกไปจากที่ตรงนั้น.....เพราะอีกฝ่ายไม่ยอมรับก็ไม่มีเหตุผลใดจะไปถามไถ่อีก....หากได้เอ่ยสิ่งใดออกไปก็เหมือนกับยื้อให้อยู่ตรงนี้นานเท่านั้น
"เจ้าคิดว่าทำให้ข้าเสียเวลาแล้วจะเดินหนีไปง่ายๆอย่างนั้นหรือ"เพราะร่างบางไม่โต้ตอบสิ่งใดและยังคงเดินออกไปจากตรอกนั้น....หากจะให้ข้าขอโทษก็คงจะไม่มีทาง......เพราะคาเมะรู้ดีนักหนาว่าอีกคนต้องการหาเรื่องอย่างมากมาย......คำขอโทษที่ควรพูดเมื่อเขาทำเสียมารยาทจึงไม่มีอย่างแน่นอน
"นี่เจ้า......."แล้วร่างบางก็ต้องหยุดชะงักเมื่ออีกฝ่ายเรียกเขาแบบนั้นพร้อมกับจับที่ข้อมือของเขาไว้......การสัมผัสแบบนี้คาเมะจำได้ดี......คนบ้าๆผู้นั้น.....ร่างบางหันมาอย่างช้าๆ.....และมองใบหน้าตรงหน้าอย่างตรงๆ.......ข้อมือบางก็ไม่ได้สะบัดหรือปลดออกแต่อย่างใด....แต่คาเมะกลับยืนนิ่งมองไปยังอีกคนแม้จะไม่สามารถเห็นได้ชัดนัก
"ไม่คิดจะขอโทษข้าเสียหน่อยหรือ"เสียงจินยังคงก่อกวนอีกคนไม่หยุด......ทั้งๆที่รู้ว่าผู้ที่ควรขอโทษไม่ใช่ร่างบางแต่ต้องเป็นเขาเสียมากกว่า
"...........ท่านอยากให้ข้าขอโทษท่านอย่างไรล่ะ"ร่างบางเงียบไปเพียงครู่ก็เดินเข้ามาใกล้ร่างสูงที่ยืนนิ่งมองมาอย่างไม่กระพริบตา.......ข้อมือบางก็ยังถูกจับไว้อย่างแน่นหนาเหมือนกลัวจะหาย....คาเมะหยุดยืนนิ่งตรงหน้าร่างสูงที่ห่างกันเพียงคืบ.....ปากบางก็เชิดสูง.....สายตาเรียวนั้นแทบจะฆ่าอีกคนให้ตายได้
"เป็นแผลเลยสินะ......ข้านี่ทำเกินไปจริงๆ"แล้วมือบางอีกด้านก็สัมผัสที่มุมปากของจิน......รอยแผลนั้นเริ่มจางเป็นเพียงสีชมพูอ่อนๆ....จินรู้แล้วว่าร่างบางตรงนี้จำเขาได้แล้วและนั่นทำให้จินถึงกับยืนนิ่งทำสิ่งใดไม่ถูก.......นอกจากกระชับข้อมือบางให้แน่นขึ้นแล้วก็รู้สึกได้ถึงเทปที่ปิดตรงมือบาง.....นั่นก็ทำให้จินได้รู้ว่ามือข้างนี้ที่ต่อยเขามาก็เป็นแผลเช่นกัน.......ช่างบอบบางและเด็ดเดี่ยว
"ข้าต่างหากที่ทำให้มือของเจ้าเป็นแผล"แล้วร่างสูงก็ยกมือบางขึ้นมาดูพร้อมกันนั้นก็ก้มลงสัมผัสมือบางด้วยเรียวปากอุ่นนุ่มของตนเอง....ร่างบางยืนมองนิ่งและไม่ได้มีปฏิกิริยาใดๆออกมา....เมื่อร่างสูงเงยหน้าขึ้นก็จ้องมองอีกคนอย่างหลงใหล.......เพียงแค่มือก็หอมได้ถึงเพียงนี้.......แม่นางผู้นี้ช่างหวานหอมยิ่งนัก
"นี่เป็นวิธีขอโทษของท่านหรือ"ร่างบางเอ่ยถามอย่างราบเรียบ.......และจินก็ไม่ได้ตอบสิ่งใดออกไปเพราะมือบางนั้นได้กลับมาสัมผัสที่มุมปากของเขาอีกครั้ง.......นุ่มนวลและอ่อนโยน
"ข้ารู้วิธีที่จะขอโทษท่านแล้วล่ะ"เสียงนั้นบางเบาแต่มันกลับดังก้องในโสตประสาทของจินยิ่งนัก.....เมื่อใบหน้างดงามนั้นกำลังเคลื่อนไหวเข้ามาใกล้เขายิ่งขึ้น....ใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอ่อนๆที่รินรดตรงปลายคาง.................หอม........มีกลิ่นหอมออกมาจากตัวร่างบางนี้จริงๆ.....มันช่างเป็นกลิ่นที่ทำให้มึนเมาได้อย่างง่ายดาย......เพราะตอนนี้จินก็ไม่สามารถรับรู้ตนเองได้แล้วว่าเผลอชื่นชมไปกับกลิ่นหอมนั้นมากมายเพียงใด......หากการขอโทษของแม่นางผู้นี้จะกระทำเช่นเดียวกับเขา.....นั่นก็หมายถึงเขาจะได้ลิ้มรสกับความนุ่มนวลของริมฝีปากแดงเชิดนี้สินะ......แค่เพียงมองก็ตื่นเต้นและรู้ได้ทันทีว่าต้องนุ่มยิ่งกว่าความนุ่มใดๆเป็นแน่แท้.....และริมฝีปากนั้นก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ......จินมองไปยังปากเรียวบางนั้นโดยไม่ให้ขลาดแม้แต่เสี้ยววินาที.....มือหนาก็กระชับแน่นที่ข้อมือบางของอีกคน......เพราะมันยิ่งใกล้..........ใกล้..........ใกล้เข้ามา.........และ................
"อึก!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!"เสียงนั้นดังอยู่ในลำคอของผู้ที่ปล่อยมือออกจากข้อมือบางอย่างอัตโนมัติเพื่อนำกลับมากอบกุมจุดที่แสนอันตรายที่โดนทำร้ายอย่างไม่ใยดี........เพราะร่างสวยเฉียบผู้นี้ได้หลอกลวงเขาให้เชื่อว่าจะจูบขอโทษ.......แต่จูบขอโทษนั้นกลับเป็นเข่าเรียวที่กระแทกเข้ามาอย่างแรงตรงช่วงหว่างขาของเขา........แวมไพร์น้อยของจินจึงต้องถูกกอบกุมอย่างเจ็บปวด
"เจ้า.................."เพราะจุกจนแทบพูดสิ่งใดออกมาไม่ได้.........แรงที่แม่นางผู้นั้นส่งมาช่างมากมายจนเจ็บจี๊ด.......หากมันเสียหายขึ้นมาจะทำเยี่ยงไร.......หากใช้งานไม่ได้จะมีผู้ใดบ้างที่ต้องเสียดาย
"หากอยากได้ยินคำขอโทษ.......ก็ขอโทษข้าด้วยใจจริงเสียก่อน"นอกจากจะไม่เห็นใจที่ทำให้กล่องดวงใจของผู้อื่นเสียหาย.......คาเมะก็เดินออกไปจากตรอกนั้นอย่างรวดเร็ว.......และทิ้งให้อีกคนทรุดลงไปนั่งคุกเข่าอยู่ที่พื้น.......ภาพสุดท้ายที่ร่างสูงพอจะมองได้อย่างเลือนลาง....แต่ไม่ใช่เพราะความมืดมิดบดบัง.....แต่เป็นเพราะความเจ็บที่ปิดกั้นเปลือกตาให้ปิดจนเกือบสนิทคือภาพแม่นางผู้นั้นกำลังเดินออกไปอย่างรวดเร็ว.....พร้อมกันนั้นแขนเรียวก็ไม่วายยกขึ้นมาตรวจดูเวลาอีกครั้ง.......มือใหญ่ยังคงกอบกุมส่วนนั้นอย่างแน่นหนา......เพราะยังไม่หายเจ็บปวดและทรมาน
"ให้....ตาย........สิ"กัดฟันแน่นและกอบกุมสิ่งนั้นอย่างมั่นคง.......แรงมากมายเหล่านั้น......ไม่ผ่อนปรนกันบ้างเลย.......อีกครั้งที่ต้องเจ็บตัวเพราะร่างบางๆนั้น.....แต่คราวนี้มันหนักหนาเหลือเกิน........เพราะจินยอมให้ทำร้ายร่างกายได้ตามใจ....แม้แต่ใบหน้าของเขา......หากจะทำให้เสียหายก็จะไม่ว่า......แต่กับแวมไพร์น้อยของเขาแล้ว.......อยากจะให้ละเว้นมันไว้ดูเล่นเสียเหลือเกิน
*****
"อยากได้น้ำใบบัวบกหรือไม่ล่ะ"หากเสียงนั้นเป็นเสียงของฮิโรกิ......หรือยามะ.....หรือแม้กระทั่งแม่นางผู้นั้น.....ตัวเขาเองคงจะยอมรับข้อเสนอนั้นอย่างง่ายดายกว่านี้.......แต่เสียงน่าหมันไส้นั้นกลับเป็นเสียงของลูกพี่ลูกน้องตัวดีที่เขาเพิ่งจะคิดว่าเป็นพี่ที่แสนดีเมื่อชั่วโมงที่ผ่านมา......เพราะคำพูดที่เหมือนกับจะห่วงใย...กลับมีแต่น้ำเสียงที่เหมือนกับจะเยาะเย้ย....ในเวลานี้จินจึงคิดได้เพียงว่า.......ช่างเป็นพี่ชายที่ไม่ว่าข้าจะล้มเมื่อไหร่....ก็พร้อมเสมอที่จะเหยียบซ้ำ....พร้อมกันนั้นก็จะขุดหลุมฝังข้าให้อย่างเต็มใจ
"อย่ามองข้าเยี่ยงนั้นสิ.......ก็เจ้าบอบช้ำภายในมิใช่หรือ"เพราะสายตาของอีกคนนั้นที่นอนอยู่บนเตียงใหญ่ช่างบ่งบอกได้ดีว่าไม่พอใจ.....แต่ใจจริงเขานั้นออกจะห่วงใย.....หากภายในบอบช้ำก็ต้องดื่มน้ำใบบัวบกมิใช่หรือ......ก็มันช่วยรักษาได้ดีนี่หน่า
"เงียบปากของเจ้าสักทีเถอะยูอิจิ"
"ข้าออกจะห่วงใยน้องชายของเจ้าขนาดนี้......ยังต่อว่าข้าได้อีกนะ"สายตาคมก็มองไปยังน้องชายน้อยของอีกคน.......ตอนนี้คงจะร้องโอดโอยเสียใหญ่โต.....ช่างน่าขำยิ่งนักเมื่อนึกถึงภาพของชายหนุ่มร่างโตที่ต้องหอบสังขารตนเองมาอย่างยากลำบาก
-หากเหินฟ้ามาได้ข้าก็ทำไปแล้ว- นั่นเป็นคำตอบของคนที่นอนซมบนเตียงกว้างเมื่อตัวเขาบอกไปว่าเลยเวลากลับมานาน.....แต่เมื่อเห็นสภาพย่ำแย่ที่พยายามพยุงตัวเองเข้ามาภายในบ้านของจินนั้น.....ก็ทำได้เพียงเข้าไปช่วยพยุงอีกแรง.............เพราะจุกจนแทบไม่มีแรง......เดินยังสะเทือน.....ยิ่งเหาะเหินบนท้องฟ้ายังต้องใช้แรงในการพยุงและบังคับทิศทาง.....แรงเหล่านั้นจะมาจากไหนได้.......ในเมื่อมันหดหายไปกับแรงกระแทกแรงๆนั้นเสียหมด
"ถ้าเจ้าห่วงใยข้าจริงอย่างปากว่า.....ข้าก็จะกินเองนั่นแหละ"เพราะใจจริงของเจ้านี่ไม่ได้ห่วงใยน่ะสิ.....คิดแต่จะเล่นสนุกกับข้าเสมอ.....น่าหมันไส้นัก......ท่าทางที่ทำเป็นห่วงนักหนา
"ได้เวลาที่ข้าต้องไปแล้ว......เดี๋ยวจะมีคนนำยามาให้เจ้า"ยูอิจิมองไปที่นาฬิกาข้อมือแล้วทำท่าจะออกไปจากห้อง....เพราะรู้ดีว่าผู้ใดจะเป็นคนนำยาที่ว่านั้นมาให้.....นั่นจึงเป็นสาเหตุของการรีบเร่งนี้
"ข้าอยากจะ.......เฮ้!!......เจ้า..."แต่ไม่ทันที่ร่างสูงจะได้เอ่ยสิ่งใดยูอิจิก็รีบเดินออกไปอย่างรวดเร็ว.....จะรีบไปไหนกันนักหนา...ข้าก็แค่อยากจะถามว่า.....เหตุใดถึงชอบตัดบทสนทนาของข้าอยู่เรื่อย.....แต่เจ้าบ้านั่นกลับผลีผลามออกไปเสียเฉยๆ อย่างกับกลัวจะพบกับสิ่งใด
"เอ่อ.....ข้าขอเข้าไปนะ"แล้วจู่ๆเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นตรงประตูทางเข้าห้องนอนของร่างสูง.....ชายร่างบางที่ในมือถือถาดเงินอย่างระมัดระวัง
"เข้ามาสิฮิโรกิ"จินเอ่ยออกไปอย่างปกติ......กับฮิโรกิแล้วเขาแทบจะไม่ได้พูดคุยสิ่งใดกันมากมายนัก....ราวกับไม่สนิทหรืออย่างไร....หรือเพราะฮิโรกิไม่ทะลึ่งตึงตังอย่างเขาหรือยูอิจิ....นั่นจึงเป็นเหตุที่ทำให้ไม่ค่อยพูดคุยกันหรือเปล่า
"ข้านำยามาให้น่ะ" อ่อ........นี่คงเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ที่ยืนคุยกับเขาเมื่อครู่รีบเดินออกไป......เพราะผู้ที่นำยามาให้คือคนผู้นี้.....ยูอิจิคงจะกำลังหนีอยู่อย่างแน่นอน.....กระทำอย่างทุกๆครั้งที่ผ่านมา
"ยาหรือ.....ข้าจำเป็นต้องกินยาด้วยหรือ"ร่างสูงยังคงสงสัย....เพราะเขาก็แค่นึกเล่นๆว่าที่ยูอิจิพูดคือการล้อเลียน.....กับแค่น้องชายบอบช้ำถึงกับต้องกินยารักษากันเชียวหรือ
"ข้าได้ยินว่าท่านบอบช้ำ....ข้าจึงนำน้ำใบบัวบกมาให้"อ่า.......นั่นสินะ.....เพราะมันบอบช้ำจึงต้องรักษา......นี่ฮิโรกิจะรู้หรือเปล่าว่าที่ข้าบอบช้ำมันตรงไหนกัน.......แล้วที่บอกว่าได้ยินมาก็คงจะเป็นยูอิจิอีกล่ะสิ......เจ้าปากปีจอนั่น
"อย่างนั้นหรือ......ว่างไว้เถอะเดี๋ยวข้าจะกินเอง"บอกไปแบบนั้น.....แต่ใครจะไปกินกันล่ะ.....น้ำอะไรก็ไม่รู้.....น่ากินเสียที่ไหน...เขียวๆแปลกๆ
"เอ่อ.....ข้าทำอย่างนั้นมิได้หรอก......ข้าต้องรอเจ้าดื่มให้หมดก่อนน่ะ"เอ่ยเช่นนั้นมือบางก็ยื่นถาดสีเงินวาววับมายังผู้ที่นอนอยู่บนเตียง.....เพียงเท่านี้จินก็ไม่สามารถปฏิเสธได้แล้ว.....เพราะเจ้ายูอิจินั่นวางแผนมาดีสินะ....ร่างสูงหยิบแก้วน้ำสีใสที่ภายในมีน้ำยาสีเขียวเข้มขึ้นมา.......อ่า......กลิ่นของมันช่างไม่รื่นรมย์เสียเลย......เทียบไม่ได้กับแม่นางผู้นั้น.......ใช่สิ.....เพราะเทียบไม่ได้แม้เพียงนิด.......
".......อึก!!"เพราะมัวแต่คิดฟุ้งซ่าน.....น้ำสีเขียวในแก้วใสก็รินไหลสู่ลำคอหนาอย่างรวดเร็ว.....นั่นทำให้ร่างสูงแทบจะสำลักเพราะรสชาติแปลกประหลาด.....เทียบไม่ได้แม้เพียงนิด......เพราะแม่นางผู้นั้นทั้งหอมหวาน.....และน่ารื่นรมย์.........เมื่อฮิโรกิเห็นว่ายาในแก้วหมดไปแล้วจึงได้ขอตัวกลับออกไป.......แต่แล้วก็ต้องหันกลับมาพร้อมกับเอ่ยถามถึงยูอิจิว่าได้เข้ามาหาบ้างไหม........อ่า...........แล้วจะให้ข้าตอบไปอย่างไรในเมื่ออีกคนก็ทำให้เห็นเสียขนาดนั้นว่ากำลังวิ่งหนีอยู่........ข้าต้องขอโทษด้วยเช่นกันที่ไม่อาจบอกออกไปได้........เพราะความสนิทชิดเชื้อมันค้ำคอข้าอยู่น่ะสิ
"ข้าไม่เห็นตั้งแต่กลับมาแล้วล่ะ"บาปกรรมยิ่งนัก.....แต่จะให้ทำอย่างไรได้......ผู้ใดเรียนผูก....ก็ควรเรียนแก้เสียเอง
*****
"เจ้าจะขัดถูอีกนานไหม"เสียงของจุนโนะดังขึ้นด้านหลังของร่างบางที่กลับเข้ามาถึงองค์กรก็ตรงไปยังห้องน้ำทันที......เมื่อตามเข้ามาก็พบว่ากำลังบีบสบู่เหลวออกมาอย่างมากมายราวกับกลัวมันจะใช้ไม่หมด.....และก็ยังขัดถูที่มือข้างซ้ายที่เป็นแผลอยู่อย่างแรงอย่างไม่กลัวบอบช้ำ....มือบางที่กระทำราวกับไปสัมผัสสิ่งสกปรกที่สุดมา.....แต่ใบหน้ากลับราบเรียบเช่นเดิม......นี่เจ้ากำลังรู้สึกอย่างไรกัน
"ทำแบบนั้นอีกไม่นานหนังเจ้าคงหลุด"เพราะเห็นว่ามือบางที่ขัดถูและล้างแล้วล้างอีกหลายต่อหลายรอบนั้นเริ่มเปื่อย....จุนโนะจึงยื่นมือไปจับและหยิบผ้าขาวสะอาดมาเช็ดมือที่เริ่มขาวซีด......สัมผัสอย่างเบามือที่สุดเพราะไม่อยากจะให้สะเทือนถึงแผลนั้น.....พอรู้ถึงสาเหตุที่ทำให้มือนี้เป็นแผล.....เขาก็อยากจะเห็นหน้าเจ้าคนบ้าๆผู้นั้นเสียเหลือเกิน
"หากเจ็บก็บอกข้านะ"สายตาอ่อนโยนยังคงมองไปยังมือสวยนั้น....มือบางที่อ่อนนุ่ม.....ช่างไม่เข้ากันเสียเลยกับบาดแผลเหล่านี้....เพราะมือคู่นี้เหมาะที่จะสัมผัสกับดอกไม้......ผีเสื้อ......และรอยจูบมากกว่าการถือปืนทรงใสยิ่งนัก
"ข้าไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นหรอก"แล้วร่างบางก็ตอบกลับมาอย่างเคยชิน......เพราะเป็นประโยคที่เอ่ยจนนับครั้งไม่ถ้วน.....ผู้อื่นมักจะมองตัวเขาว่าอ่อนแอ...และน่าทะนุถนอม......แต่ข้าไม่ได้ต้องการให้ใครมาดูแล.......เพราะตลอดมาก็ไม่เคยมี.....หากแม้ตัวข้าต้องการเพียงใดก็ไม่สามารถร้องเรียกหรือส่งเสียงได้.......จึงได้เพียงกักเก็บทุกอย่างไว้....และเป็นทุกอย่างที่ต้องเก็บไว้เพียงผู้เดียว..............และเพียงครู่เดียว.......เพียงครู่เดียวจริงๆ....ร่างบางก็เอ่ยขอบคุณและเดินออกไปจากห้องน้ำโดยไม่สนว่าอีกคนจะตามมาหรือไม่........แต่กับร่างสูงโปร่งผู้นี้แล้ว...ไม่มีเสียหรอก....หากคาเมะเดินหนีหรือหันหลังให้แล้วจะไม่เดินตามหรือเรียกหา
"ข้าไม่ได้เอ่ยในความหมายนั้นเสียหน่อย"จุนโนะเอ่ยตามหลังร่างบางอย่างรนๆ......หากทำให้ร่างบางตรงหน้าโกรธแล้วก็กลัวจะกลับมาพูดคุยได้โดยยาก.....เพราะคาเมะโกรธเงียบและยาวนานจนเหลือเชื่อ......แต่เพราะตัวเขาเป็นห่วงถึงได้เอ่ยไปอย่างนั้น.......แต่เจ้าตัวกลับสื่อไปในอีกแง่.......ใครกันจะไปคิดได้ล่ะว่าเจ้าอ่อนแอ......เพราะสิ่งเป็นอยู่ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเจ้าพยายามทำตัวเข้มแข็งขนาดไหน.......เพราะไม่อยากให้ผู้ใดมองว่าอ่อนแอ......จึงต้องทำตัวให้เข้มแข็งหรือ..........เพราะไม่อยากให้ผู้อื่นมาเฝ้าดูแล........จึงต้องประคองตนเองอย่างทรมานอย่างนั้นหรือ.......แล้วคนร่างบางก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดตอบ........จุนโนะจึงต้องรีบหาหัวข้อสนทนาเรื่องใหม่ที่พอจะเปลี่ยนความสนใจคนตัวเล็กได้บ้าง
"วันนี้เจ้าไปพบโคคิมาอย่างนั้นหรือ"หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการงาน......ไม่มีเสียหรอกที่ร่างบางจะปฏิเสธหรือเบี่ยงเบน
"ทานะกะซังได้ข้อมูลใหม่มาน่ะ"นั่นไงล่ะ.......เพราะเป็นสิ่งที่เกี่ยวกับงาน.....จึงไม่มีเสียล่ะที่จะไม่โต้ตอบ
"แล้วคราวนี้จะมีเมื่อไหร่หรือ"เมื่อนึกถึงโคคิ...ย่อมนึกถึงข่าวคราวความเป็นไปที่ได้ไปสืบหาเกี่ยวกับแวมไพร์......เพราะโคคิผู้นั้นเป็นแหล่งข่าวชั้นเยี่ยมที่จะคอยสืบหาว่าเมื่อใดที่เหล่าแวมไพร์จะก่อเหตุร้าย.....อย่างปาร์ตี้ดูดเลือดที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกไม่นานนี้
"คราวนี้เร็วกว่าที่คิดไว้.....ข้าคิดว่าคงอีกประมาณสองอาทิตย์"รวดเร็วจนอาจเตรียมการไม่ทัน....แต่กับที่นี้ไม่มีอย่างแน่นอนสำหรับคำนั้น....เพราะทุกอย่างพร้อมเสมอทุกเวลาสำหรับการลบล้าง....ไม่เคยมีคำว่าพลาด.....หากได้ตั้งใจจริง
"สองอาทิตย์เองหรือ......อย่างนั้นข้าก็ต้องเร่งสกัดน้ำเชื้อน่ะสิ"น้ำเชื้อสีฟ้าอ่อนที่จำเป็นอย่างยิ่ง.....หากไม่เร่งมือคงได้มีสิ่งใดเสียหายอย่างแน่นอน.......เป็นเช่นนี้ต้องรีบไปเร่งให้เรียวขยันอีกเป็นเท่าตัว
"แล้วคราวนี้เป็นที่ไหนหรือ"สถานที่ที่เจ้าพวกนั้นจะไปก่อกวนก็ไม่เคยซ้ำซากให้น่าเบื่อเสียเลย...จึงต้องคอยตามข่าวสารอย่างต่อเนื่อง...หากมีสถานที่ใดจัดงาน...ไม่ว่าจะเป็นงานแบบไหน...เหล่าแวมไพร์ก็สามารถทำตัวกลมกลืนไปร่วมได้เสมอ.....และแล้ว...งานปาร์ตี้ที่แสนรื่นเริงก็จะเต็มไปด้วยคราบเลือดแห่งการสูญเสีย
"หากข้อมูลไม่ผิดพลาดก็น่าจะเป็นที่ปราสาทฮัมบัก"อ่า.......เสียงในใจของจุนโนะดังขึ้นได้อย่างนี้จริงๆ......ปราสาทฮัมบักอย่างนั้นหรือ......ที่นั่นยิ่งใหญ่และความปลอดภัยหนาแน่นยิ่งกว่าพระราชวังเสียอีก......หากเหล่าแวมไพร์คิดที่จะไปที่นั่นจริง....ก็ถือว่ากล้าหาญยิ่งนัก.....จริงสินะ...อีกไม่นานที่ปราสาทแห่งนั้นจะมีงานเลี้ยงเกิดขึ้น.....แต่ก็ไม่ใช่งานที่ใหญ่โตมากมายนักเพราะมีแขกที่ได้รับเชิญเพียงพันกว่าคน.....หากเทียบกับการจัดงานที่ปราสาทหลังนี้เคยจัดแล้ว....ถือว่าน้อยนิดยิ่งนัก
"แต่ข้าคิดว่า......."เสียงของร่างบางดังขึ้นเหมือนเอ่ยลอยๆกับตนเองซึ่งจุนโนะก็ได้ยินเป็นอย่างดี
"อะไรหรือ"
"ข้าเพียงคิดว่า...ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น"
"หืม....."
"จริงๆแล้วในวันที่ปราสาทฮัมบักจัดงาน....ก็จะมีอีกงานหนึ่งเกิดขึ้นตรงชานเมือง"ซึ่งเป็นงานที่เล็กกว่าอย่างยิ่ง.....เทียบไม่ได้เลยกับปราสาทใหญ่โตหลังนี้....แต่ที่นั่นก็เป็นปราสาทอีกแห่งที่ผู้คนต่างยอมรับว่าดีไม่ต่างกันในด้านคุณค่าของจิตรกรรม
"เจ้าคิดว่านี่อาจเป็นข่าวลวงอย่างนั้นหรือ........ไม่มีทางหรอก......ถึงขนาดโคคิยืนยันข่าวมาแล้ว...ไม่มีทางผิดพลาดอย่างแน่นอน"เพราะไม่เคยมีข่าวไหนที่ผิดพลาด.....นั่นจึงทำให้ข่าวนี้เชื่อถือได้อย่างไม่ต้องสงสัยในสิ่งอื่นใด
"ถึงอย่างนั้นข้าก็ต้องรายงานกับอิมาอิซัง"ร่างบางนี้ไม่เคยประมาท.....นั่นเป็นสิ่งที่จุนโนะคิดอยู่เสมอ....เพราะระวังตัวอยู่ตลอด....จึงไม่มีผู้ใดล่วงล้ำไปสู่จิตใจของคนผู้นี้ได้.....กำแพงที่ก่อตัวปิดกั้นรอบด้านร่างบางนี้ช่างหนาแน่นและทนทาน
"ปราสาทที่เจ้าว่าอีกแห่งคือที่ใดล่ะ"
".........ปราสาทโฮลิ"
*****
"ข้าเบื่อเต็มทีแล้ว.....เบื่ออย่างมากมาย.....ไม่เข้าใจหรืออย่างไร"เสียงที่ฟังดูน่าหนวกหูนี้มีเพียงผู้เดียวที่จะทำได้......เพราะเป็นเพียงผู้เดียวที่น่ารำคาญที่สุดในตระกูล
"แล้วเหตุใดต้องมาโวยวายในห้องข้าด้วยยูอิจิ"เสียงของผู้เป็นเจ้าของห้องดังขึ้นถามอย่างสงสัย......ไม่เข้าใจเสียจริงว่าเหตุใดเวลาผู้ที่อยู่ตรงข้ามโต๊ะทำงานของเขาไม่พอใจอะไรก็จะมาแหกปากโวยวายให้ได้ยินเสมอ
"พอน้องชายเจ้าหายเจ็บป่วยก็ไม่เห็นคุณค่าของข้ารึ"ยูอิจิทำหน้าบูดบึ้งใส่เจ้าของห้องที่ตอนนี้นั่งทำงานหน้าเคร่งเครียดเสียเหลือเกิน.....เจ็บหนักไปวันนึงเต็มๆ....มีข้าดูแลคอยบังคับให้กินยา....มาตอนนี้หายดีแล้วก็ขับไล่กันเสียง่ายๆ....แบบนี้ยิ่งต้องแกล้งเสียให้เข็ด
"แล้วเจ้าทำสิ่งใดเพื่อข้าล่ะนอกจากเข้ามาส่งเสียงดังตอนข้าพักฟื้น"น้องชายสุดหวงของข้าไม่เป็นอันพักผ่อน.....ดีนะที่ตอนนี้เข้าสู่ภาวะปกติ.....ใช้งานได้อย่างเดิม......ในช่วงที่นอนพักอยู่ในห้องตลอดหนึ่งวัน....พอฮิโรกิออกไปก็ต้องมาเจอกับเจ้าบ้านี่ที่มาส่งเสียงน่าหนวกหูข้างเตียง.....มันไม่ใช่การดูแลข้างกายแต่อย่างใด.....แต่มันเรียกว่า........ความวุ่นวาย
"นั่นจะทำให้เจ้าลืมความเจ็บปวดได้น่ะสิ"น้ำที่ว่าขุ่นแล้วยังไม่เท่าคำพูดพวกนี้.......แถได้อย่างน่าอับอาย
"แล้วเหตุใดวันนี้เจ้าถึงมาโวยวายว่าเบื่อได้ล่ะ"ตลอดเวลาก็ไม่เคยได้ยินคำพูดเหล่านี้จากปากห้อยๆเลย....หรือเพราะมีสิ่งใดที่น่าเบื่อหน่ายอย่างมากมายกัน
"ข้าเบื่อเลือดในห้องเก็บเลือดน่ะสิ....ข้าอยากได้เลือดสดๆที่ไหลจากลำคออุ่นๆ....ไม่ใช่เลือดเย็นชืดในห้องอับๆนั่น"อ่อ..........ร่างสูงรู้สึกเข้าใจถึงจิตใจคนปากห้อยได้เป็นอย่างดี.....เพราะตัวเขาในตอนนี้ก็เข้าสู่ภาวะเบื่อหน่ายเช่นกัน....ตลอดมาไม่เคยที่จะต้องใช้เลือดในห้องกักเก็บนั่นมาทำให้ร่างกายตื่นตัว.....แต่ในขณะนี้ต้องมาอาศัยเลือดในห้องนั้น.....นอกจากจะไม่สดชื่นแล้วมันยังส่งผลให้ห่อเหี่ยวได้อย่างฉับพลันทุกครั้งที่ดื่มกินจากแก้วที่เย็นเฉียบก๊อกๆๆๆ.........
แล้วจู่ๆเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นและเมื่อถามว่ามีเหตุใดก็ได้คำตอบว่าถึงเวลารับประทานอาหารแล้ว
"นั่นไงล่ะ......ได้เวลากินเลือดจากห้องของเจ้าแล้ว"จินนึกขำขณะมองใบหน้าหงิกงอของอีกคน.......คงจะเบื่อหน่ายอย่างมากมายจริงๆ.....แต่อีกไม่นานหรอกที่เจ้าจะได้คลายความเบื่อหน่ายนั้น
"ใช่ห้องของข้าเสียเมื่อไหร่"
"นี่เจ้าไม่รู้เรื่องใดๆเลยหรือยูอิจิ"เสียงของจินเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ.....เพราะข่าวคราวที่เขาได้รับรู้มาก็เป็นข่าวที่น่ายินดียิ่งนัก....และตอนนี้ข่าวนั่นก็แพร่สะพัดให้เหล่าแวมไพร์ได้รับรู้กันท้วนทั่ว
"เรื่องไหนล่ะ"เพราะวันๆหนึ่งก็มีเรื่องมากมายให้ได้รับรู้......ใครจะไปสนใจกัน
"นี่เจ้าไม่ได้ตรวจสอบรายงานที่ทากิซาวาส่งมาเลยหรือ"รายงานเกี่ยวกับตระกูลที่ต้องรับผิดชอบรับรู้ร่วมกัน.....ตัวแทนของตระกูลจะต้องตรวจสอบและรับรู้เรื่องทุกอย่าง....เพื่อความเป็นธรรมและความเรียบร้อยของเหล่าแวมไพร์......การบริหารงานและจัดการสิ่งต่างๆจึงต้องกระทำร่วมกัน
"แล้วมันเรื่องไหนกันล่ะ"เสียงยูอิจิบอกได้ดีว่าเริ่มจะรำคาญการสอบสวนในครั้งนี้เสียแล้ว.....ตัวเขาไม่ว่างมานั่งอ่านแฟ้มเล่มหนาได้ทุกวันนักหรอก.....หากอย่างรู้เรื่องราวใดๆก็เพียงแค่เอ่ยถามกับคนร่างบางที่ตัวเองกำลังวิ่งหนีอยู่ก็ได้......ช่างน่าอายยิ่งนัก.....ทั้งๆที่หนี....ทั้งๆที่หลบ...แต่เมื่อทุกข์หรือร้อนใจกลับวิ่งเข้าหาราวกับสำคัญยิ่งนัก
"อีกสองอาทิตย์พวกเราจะได้ดื่มด่ำกับเลือดอุ่นๆน่ะสิ"จินเอ่ยอย่างราบเรียบเพื่อเฉลยให้อีกคนได้รับรู้เสียที.....เพียงเท่านี้ก็ทำให้อีกฝ่ายตาโต...ปากยื่นเสียแล้ว
"ที่ไหนกัน........เจ้าบอกข้ามาเดี๋ยวนี้.......ที่ไหน"ยูอิจิลุกขึ้นโน้มตัวมาเขย่าแขนร่างสูงอย่างร้อนรนทำเอาจินตัวสั่นคลอนไปตามแรงนั้น
"นี่เจ้า.....พอได้แล้ว...ถามเฉยๆข้าก็บอกเองนั่นแหละ"ปัดมืออีกคนออกอย่างไม่พอใจนัก.......ไม่รู้หรืออย่างไรว่ามันสะเทือนไปถึงน้องชายที่เพิ่งจะฟื้นตัวได้ไม่นาน......หากกลับมาบอบช้ำจะทำเยี่ยงไร
"แล้วเป็นที่ไหนล่ะ....บอกมาเร็วๆสิ"เสียงนั้นยังเร่งเร้าให้เอ่ยในสิ่งที่อยากรู้......อีกเพียงสองอาทิตย์ก็จะได้ลิ้มรสเลือดสีสดเสียที....เลือดข้นๆที่ไหลออกมาจากร่างกายอุ่นร้อน......เพียงแค่คิดก็ทำให้รอจนแทบจะไม่ได้แล้ว
"ตามรายงานก็น่าจะเป็น.......................................ปราสาทโฮลิ"
*****
To Be Con [Chapter]…04…