2009/Nov/05

 

 

แอบรัก

        คุณเคยแอบรักใครหรือเปล่า ร้อยละเก้าสิบต้องตอบว่าเคยอย่างแน่นอน และหากถามว่า คุณเคยแอบรักเพื่อนไหม เพื่อนสนิทที่ตัวติดกันยิ่งกว่าปาท่องโก๋ตอนเช้าที่ตลาด เพื่อนสนิทที่กินนอนด้วยกันได้อย่างไม่รังเกียจ เพื่อนที่ไปไหนไปกัน เพื่อนที่เป็นเพื่อน ใช่แล้ว ผมหมายถึง เพื่อน นั่นแหละครับ

ผมก็มีเพื่อนสนิทอยู่คนหนึ่ง เป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก มันเป็นคนน่ารักและมักจะทำอะไรตามใจตัวเอง ไม่ค่อยจะสนใจสายตาใครสักเท่าไหร่ ปากหมา ชอบพูดตรงๆ จนคนอื่นรับไม่ไหว มันดูไม่มีอะไรให้น่าสนใจ แต่นี่แหละครับที่น่าสนใจ เพราะมันเป็นคนดี และเข้าใจผม มันจึงทำให้ผมไปตรงหลุมรักมัน

ผมรู้จักกับมันมาตั้งแต่เด็ก เล่นกันมาจนรู้จักนิสัยจนน่าจะระอากันได้แล้ว เรียนอยู่ที่เดียวกันและเกือบทุกปีที่จะอยู่ห้องเดียวกัน จนมัธยมปลายที่ได้อยู่ห้องเดียวกันก็ทำให้สนิทกันมากขึ้นตามประสาวัยรุ่นติดเพื่อน ความรู้สึกมันเริ่มก่อตัวตั้งแต่เมื่อไหร่ผมก็ไม่คิดจะเดา เพราะไม่รู้จะไปหาต้นเหตุจากช่วงไหน จนมาวันหนึ่งผมกลับมารู้สึกตัวอีกทีว่าชอบมัน ผมคอยเฝ้ามองมันว่า ผมไปชอบมันได้อย่างไร มันมีส่วนดีตรงไหนให้ไปสนใจ แต่มันกลับไม่มีเหตุผลอะไรมารองรับคำถามผมได้ ผมเลยเลิกคิด และคอยเฝ้ามองมันไปเรื่อยๆ และคิดไปเองว่าอีกไม่นานก็คงเลิกชอบไปได้ เพราะอาจเป็นความคิดของเด็กมัธยมปลายที่อ่อนไหวง่ายตามช่วงวัย  และระหว่างที่เด็กมัธยมหกทุกคนกำลังเครียดกับการต้องหามหาวิทยาลัยเพื่อเรียนต่อ ผมกับมันก็มานั่งคิดว่าอยากไปเรียนอะไร ที่ไหนดี และความเห็นก็ตรงกันอีก ผมกับมันอยากเรียนคณะเดียวกันและมหาลัยเดียวกัน เลยตั้งเป้าหมายกันว่าจะต้องพากันเข้าไปเรียนให้ได้ 

ในช่วงอ่านหนังสืออย่างหนัก ผมกับมันก็จะพากันไปอ่านที่บ้านใครสักคน จนเหมือนไปเป็นลูกของอีกบ้านแล้ว กิน นอน ก็ด้วยกันจนเพิ่มพูนความสัมพันธ์ที่ผมมีให้มัน ความชอบได้แปรเปลี่ยนมากขึ้นจนกลายเป็นรัก ไม่ว่ามันจะทำอะไรก็ดูดีไปหมดสำหรับผม ถึงมันจะชอบด่า ชอบพูดกวนประสาทแต่นั่นก็เป็นส่วนที่ทำให้ผมรักมัน

“ไอ้เล็ก มั่วนั่งทำวิปัสสนาอะไรอยู่ ปิดไฟได้แล้ว  ง่วง!” เสียงมันดังให้ผมรู้สึกตัวจากความคิด ก็ดูสิครับ ปากเป็นอย่างนี้ ผมยังไปสนใจมันได้

“เออๆ รู้แล้ว” แล้วผมก็ล้มตัวลงไปนอนข้างๆมันเพราะเตียงบ้านผมเป็นเตียงคู่ ถึงแม้ว่าระยะห่างของผมกับมันจะไม่ใกล้กันนัก แต่ผมก็ยังได้กลิ่นแชมพูที่มันใช้ ทั้งๆที่ผมก็ใช้อันเดียวกับมัน แต่ทำไมผมกลับคิดว่าตัวมันหอมมาก จนผมอยากจะเข้าไปหอมใกล้ๆ  อ๊ะ! ไม่ได้ๆ มันยังเป็นเพื่อนผมอยู่ เป็นเพื่อน เป็นเพื่อน

และในเช้าของวันที่น่าตื่นเต้นที่สุดก็เริ่มต้นขึ้น มันเป็นเช้าที่ต้องมาลุ้นว่าจะได้เรียนต่อในที่ๆอยากเรียนหรือไม่ สี่มหาวิทยาลัยที่ผมเลือกไปมีเพียงที่เดียวที่ตรงกับมัน ซึ่งเป็นอันดับแรกที่มีความหวังเพียงครึ่งว่าจะได้เรียน เพราะเป็นคณะที่คะแนนเข้าสูงและเรียนยาก วันนี้มันก็มานั่งลุ้นผลที่บ้านผม มันเริ่มเปิดดูของมันก่อน ท่าทางหวาดๆกับมือที่ปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ทำเอาผมแอบขำ คนอย่างมันเคยกลัวอะไรที่ไหน แต่พอเวลาสอบอย่างนี้กลับวิตกเหมือนคนโรคจิตเสียอย่างนั้น

“กลัวอะไรของมึง” ผมถามออกไปทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่ามันกลัวว่าจะติดอันดับไหน แต่ก็อยากแซวมันนิดหน่อย

“กลัวสิ ถ้ากูไม่ติดสักที่ จะทำยังไง”  มันพูดทั้งๆที่ตาก็จ้องที่คอมพิวเตอร์ และมือก็ยังปิดจออยู่แบบนั้น

“ไม่ติดก็ไม่เห็นเป็นอะไร เดี๋ยวกูเลี้ยงมึงไปทั้งชีวิตก็ได้” ผมคิดอย่างที่พูดจริงๆ ก็ในเมื่อรักไปแล้ว ต่อให้คนๆนั้นเป็นยังไง ผมก็รับได้ และพร้อมเสมอที่จะข้าไปช่วย

“ปากดีนะมึง เอาแค่ตอนนี้สอบให้ติดก่อนเถอะ” มันสวนกลับมารวดเร็ว ก็จริงอย่างที่มันพูด ทั้งๆที่ผมก็ทุ่มเทมากกับการอ่านหนังสือ แต่กลับรู้สึกไม่มั่นใจกับการสอบครั้งนี้ มันเหมือนเป็นการวัดชะตาชีวิตของผมเลยทีเดียว“เฮ้ย! กูติด กูสอบติดเว้ย” มันลุกขึ้นตะโกนลั่นบ้าน แล้วก็วิ่งมากอดผม มันกอดผมแน่นทำเอาผมทำอะไรไม่ถูก รู้แค่ว่าผมยืนนิ่ง แต่ก็รับรู้สัมผัสและเสียงของมัน

“ไอ้เล็ก  มึงรีบไปดูของมึงเลยนะ” มันสั่งผมเสียอย่างนั้น ผมเลยไปนั่งที่หน้าคอมพิวเตอร์ เมื่อหันมามองที่มันก็เห็นมันทำหน้าตื่นเต้น กัดปากนิดๆ ให้ตายเถอะ มันน่ารักไปแล้ว  ผมกดรหัสเพื่อเข้าไปดูผลและผลที่ได้ออกมาก็ทำให้ผมกับมันยิ้มออก

“ไอ้เล็ก มึงติดที่เดียวกับกู” มันขยี้หัวผมเสียยุ่งไปหมด ผมก็ทำได้เพียงยิ้มออกมา จะให้ไปกอดมันอย่างที่มันกอดผมน่ะเหรอ คงทำไม่ได้หรอก ก็มันเขินซะจนทำอะไรไม่ถูกน่ะสิ

              เมื่อเข้ามหาวิทยาลัยผมกับมันก็ตัวติดกันยิ่งกว่าเมื่อก่อน แต่ผ่านไปไม่นาน มันก็เริ่มมีคนมาจีบ ด้วยความที่มันเป็นคนหน้าตาน่ารัก แม้จะปากหมาแต่คนส่วนใหญ่ก็ต้องดูหน้าตาอันดับแรก ผมเคยถามมันหลายครั้งว่าทำไมถึงไม่มีแฟนเสียที มันก็ตอบมาเพียงว่า

“ไม่อยากมี ไม่มีใครเข้าตา อยู่แบบนี้ก็ดีแล้ว สนุกดี” และมันก็ถามผมกลับด้วยคำถามที่ผมถามมัน ผมก็เลยตอบไปตรงๆอย่างที่คิด เผื่อว่ามันจะรู้สึกสะกิดใจหรือสงสัยอะไรบ้าง

“กูมีคนที่ชอบอยู่แล้ว แต่บอกไปไม่ได้” พูดไปผมก็มองหน้ามัน มันทำตาโตเหมือนตกใจอะไรสักอย่าง

“ใคร? ไม่เห็นจะเคยบอกกูเลย” มันทำหน้าเครียดอย่างคนต้องการรู้คำตอบ

“เออ เดี๋ยวมึงก็รู้เองนั่นแหละ” ผมทำเป็นอารมณ์เสียเพื่อเปลี่ยนเรื่อง มันก็เลยไม่ได้ถามอะไรต่อ  ผมก็ยังไม่กล้าที่จะบอกมันไป เพราะถ้าผมพูดออกไป ก็ไม่รู้ว่ามันจะรับได้ไหม ด้วยความที่เราเป็นเพื่อนกันมานาน มันอาจจะไม่ชอบที่มีเพื่อนสนิทไปแอบหลงรักมัน แต่ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ผมคงต้องจุกอกตายเพราะอึดอัดกับการต้องแอบรักเพื่อนอยู่แบบนี้  ผมเคยลองคิดที่จะไปชอบคนอื่นเผื่อจะทำให้ความรู้สึกที่มีต่อมันลดลง แต่สิ่งที่ทำกลับกระตุ้นให้ผมคิดถึงมัน รู้สึกเสียใจเหมือนกับเป็นการทรยศตัวเอง แล้วจะให้ทำอย่างไร ในเมื่อบอกออกไปก็ไม่ได้ เก็บไว้ก็อึดอัด

              ความรู้สึกของผมดำเนินไปร่วงเลยมาจนถึงปีสี่ ผมรู้สึกอัดอั้นเสียจนรำคาญตัวเองที่ไม่มีความกล้าพอที่จะบอกความในใจออกไป ใกล้ที่จะเรียนจบแล้ว เมื่อออกไปทำงานการได้เจอกันคงจะน้อยลง เพราะผมกับมันคงไม่โชคดีไปทำงานที่เดียวกัน และเมื่อได้ทำงาน การพบเจอคนอื่นก็มีมากขึ้น มันอาจไปเจอใครที่ถูกใจและเริ่มคบหากัน เมื่อคิดได้เช่นนั้นก็ทำให้ผมเริ่มหงุดหงิดและร้อนรน หากมันต้องไปเป็นของคนอื่นผมจะยังยอมรับได้หรือ คนที่เราเฝ้ามองมาตลอดเกือบยี่สิบปีจะยอมให้หลุดลอยไปได้หรือ คำตอบที่สวนกลับมาในใจ คือ ไม่! ผมจะไม่ยอมให้มันจากผมไป โดยที่ผมยังไม่ได้ทำอะไร  ผมจะต้องบอกความรู้สึกของผมออกไปให้ได้

“ไง วันนี้ทำหน้าเครียดเชียว เป็นอะไรวะ” มันเอ่ยทักผมพร้อมกับนั่งลงตรงข้ามเก้าอี้หินอ่อนในมหาวิทยาลัยที่ผมกำลังนั่งอยู่

“ที่มึงเคยถามกูว่ากูชอบใคร ตอนนี้มึงยังอยากรู้ไหม” ผมถามออกไปเพื่อให้มันนึกได้

“อยากรู้สิ ใครกันวะ” มันทำหน้าสนใจขึ้นมา พร้อมกับยื่นหน้าเข้ามาใกล้ ตอนนี้ผมรู้สึกตื่นเต้นมาก ความเป็นเพื่อนจะยังคงอยู่หรือเปลี่ยนไปผมก็ไม่อาจรู้ได้ แต่ตอนนี้ผมกำลังจะพูดในสิ่งที่ผมเก็บไว้มานาน

“กูรักมึง” ผมพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งที่สุดทั้งๆที่ใจกำลังสั่น และตอนนี้มันก็กำลังนิ่ง มองตาผมไม่สั่นไหว

“อันนี้กูรู้แล้ว กูก็รักมึงนะไอ้เพื่อนรัก” มันพูดแกมหัวเราะพร้อมกับตบไหล่ผมเหมือนกับยังไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมพูด

“กูรักมึง อย่างที่แฟนเขารักกัน” มันหยุดมือที่ตบไหล่อยู่ และผ่านไปเพียงชั่วครู่มันก็ลุกออกจากตรงนั้นโดยที่ไม่ได้พูดอะไรสักคำ ผมก็ไม่ได้ลุกตามมันไป มันคงจะอึ้งกับสิ่งที่ผมพูด แต่จะให้ผมทำอย่างไร เก็บความรู้สึกที่มีไว้ตลอดชีวิตอย่างนั้นเหรอ หรือว่าตอนนี้สิ่งที่ผมทำอยู่มันผิด ผมกับมันยังจะเป็นเพื่อนกันอยู่ได้หรือเปล่า เช้าวันต่อมาผมตื่นขึ้นด้วยความงัวเงียเพราะเสียงเตือนข้อความเข้าจากมือถือข้างเตียง เช้าๆแบบนี้ใครส่งข้อความมารบกวน หรือจะเป็นศูนย์บริการที่ส่งมาทวงเงินค่าโทรศัพท์ แต่ไม่น่าใช่ เพราะยังไม่ถึงกำหนดจ่าย ผมเลิกเดาและหยิบมือถือขึ้นมา ข้อความในนั้นไม่มีการทวงหนี้ ไม่ได้ยาวจนน่ารำคาญที่ต้องกดเลื่อนลงมาอ่าน แต่มันมีเพียงข้อความสั้นๆหน้าเดียวที่ทำให้ผมตื่นเต็มตา

                “ไอ้เล็ก กูเป็นผู้ชาย อยากมีเมียไม่ใช่ผัว ปล.มึงยังเป็นเพื่อนกู”

 

******************************** 

 

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
อยากน้อยก็ได้บอกไป
รักไม่ใช่เรื่องผิดหรอกนะ big smile
#1  by  Cake At 2009-11-05 13:47, 
อ่า.....









sad smile
#2  by  *_*??? (114.128.103.4) At 2009-11-12 16:10, 

<< Home